7 บริษัทใหญ่ในตลาดหุ้นไทย หอบเงินแสนล้านไปลงทุนต่างประเทศ
รายงานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า ณ สิ้นปี 63 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai ที่มีสถานะการลงทุนในต่างประเทศมีจำนวนรวม 278 บริษัท มีจำนวนเท่ากับปีก่อนหน้า และคิดเป็น 37% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในปี2563
โดยมูลค่าจากกิจกรรมการลงทุนทางตรงในต่างประเทศของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai ที่เกิดขึ้นในปี 63 รวม 1.39 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 62 ที่มีมูลค่าการลงทุน 1.56 แสนล้านบาท ซึ่งการลงทุนใหญ่ที่สุดคือ การเข้าซื้อกิจการ PT Bank Permata ด้วยมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทของ BBL
แต่อย่างไรก็ตามในปี 64 นี้ผ่านไปกว่าครึ่งปีแล้ว พบว่ามีบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยไปลงทุนต่างประเทศแล้วกว่าแสนล้านบาท และจะต้องจับตาดูว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีดีลการลงทุนขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะดีลการลงทุนใหญ่ครั้งสำคัญล่าสุดเป็นของ PTTGC ที่เข้าลงทุนซื้อกิจการปิโตรเคมีในเยอรมนี กว่า 1.48 แสนล้านบาท
โดยในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาดูกันว่าแค่เพียงครึ่งแรกของปี 64 ก็มีบริษัทใหญ่ๆในตลาดหุ้นไทยที่ทุ่มเงินลงทุนตั้งแต่หลักหมื่นล้านไปจนถึงหลักแสนล้านเพื่อไปขยายการลงทุนยังต่างประเทศ ในหลายๆธุรกิจ ซึ่งจะมีบริษัทอะไรบ้าง และใช้เงินลงทุนไปกันเท่าไหร่บ้าง
เริ่มกันที่ PTTGC ประกาศการลงทุนครั้งสำคัญล่าสุด ซื้อหุ้น Allnex Holding GmbH(Allnex) โดยแบ่งเป็น 1.ซื้อหุ้นสามัญใน Allnex Holding GmbH จาก Allnex Holdings S.a.r.l รวม 100% ที่ราคาประมาณ 132,608 ล้านบาท และสัญญาเงินกู้ให้กลุ่มบริษัทเป้าหมายจาก Allnex S.a.r.l มูลค่าประมาณ 15,809 ล้านบาท
นอกจากนี้ได้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ใน Allnex Holding Germany II GmbH (Holding II) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเป้าหมายจาก WP INVEST GMBH (WP Invest) เทียบเท่า 6% ของหุ้นทั้งหมดใน Holding II ราคา 64,673 บาท โดยผู้ขายจะดำเนินการให้ WP Invest โอนหุ้นดังกล่าวให้ GC Inter B.V. โดยผู้ขายเป็นกองทุนที่มี Advent International เป็นที่ปรึกษากองทุนและการเข้าทำธุรกรรมทั้งสอง การทำธุรกรรมทั้งหมดอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายหุ้นฉบับเดียวกัน คิดเป็นมูลค่ารวม 148,417 ล้านบาท
BANPU-BPP
สองบริษัทพลังงานแม่ลูกจับมือร่วมกันลุยธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างเต็มกำลัง โดยประกาศร่วมกันเข้าลงทุนเข้าถือหุ้น 100% โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการลงทุนรวม 430 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือ เทียบเท่า 14,147 ล้านบาท ซึ่งมีกำลังผลิต 768 MW
อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ทั้งสองบริษัทได้ เข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วในออสเตรเลีย 2 แห่ง จากบริษัท นิว เอเนอร์จี โซลาร์ จำกัด (New Energy Solar Limited) โดยมีมูลค่าการลงทุน 97.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือ เทียบเท่า 2,332 ล้านบาท ได้แก่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เบอริล (Beryl หรือ BSF) กำลังการผลิต 110.9 MWและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มานิลดรา (Manildra หรือ MSF) กำลังการผลิต 55.9 MW
GPSC ประกาศปิดดีล 2 แห่งภายใน 2 วัน
บริษัทโรงไฟฟ้าที่เป็นเรือธงของกลุ่ม PTT ก็ประกาศเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าสองแห่งซึ่งใช้ระยะเวลาการประกาศผลของการเข้าซิ้อติดต่อกันเพียงชั่วข้ามคืน โดยดีลแรกที่ประกาศนั้นทุ่มงบ 14,825 ล้านบาท ด้วยการเข้าลงทุนใน Avaada Energy Private Limited (Avaada) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดีย
โดยมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ Central and State Government และ ลูกค้าเอกชน (Commercial & Industrial) รวมกำลังการผลิตไฟฟ้า ทั้งสิ้น 3,744 MW เป็นโรงไฟฟ้า ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วประมาณ 1,392 MW และอยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวนประมาณ 2,352 MW
ไม่พอแค่นั้นในเช้าวันรุ่งขึ้น GPSC รายงานว่าได้เข้าลงทุนซื้อหุ้น ในบริษัท CI Changfang Limited และบริษัท CI Xidao Limited (บริษัทเป้าหมาย) จากกองทุน Copenhagen Infrastructure II K/S (CI-II) และ Copenhagen Infrastructure III K/S (CI-III) เป็นผู้พัฒนาโครงการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore wind) ในไต้หวัน โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 595 MW มูลค่าลงทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
RATCH ลุยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่อินโดฯ
ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นสามัญของกลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังผลิต 2,045 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ Paiton Power Generation Complex ที่อินโดนีเซีย
IVL รุกโรงงานใหญ่ในอเมริกาใต้
ประกาศข้อตกลงเข้าซื้อบริษัท Oxiteno S.A. Indústria e Comércio ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในประเทศบราซิล และเป็นบริษัทย่อยของ Ultrapar Participações S.A. มูลค่าลงทุนกว่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ
TOP สยายปีกตปท.ครั้งใหญ่
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ TOP มีมติอนุมัติการเข้าลงทุนใน PT. Chandra Asri Petrochemical Tbk CAP มูลค่ารวมไม่เกิน 1,183 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 39,116 ล้านบาท ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นผู้พัฒนาโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่ประเทศอินโดนีเซีย

