Official Update :

Fitch Ratings หั่นแนวโน้มเครดิต ไทยและบจ.ใหญ่เป็น “Negative” สะท้อนความเสี่ยงหนี้-การเมือง-การเติบโต โบรกฯ แนะพอร์ต Defensive รับมือความผันผวน

ในเดือนกันยายน 2025 Fitch Ratings ได้ปรับลดแนวโน้มเครดิต (Outlook) ของไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” พร้อมหั่นมุมมองของหลายองค์กรรัฐวิสาหกิจ บจ.ขนาดใหญ่ และธนาคารพาณิชย์หลักๆ ของไทยตามไปด้วย โดยสาเหตุหลักมาจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง, วินัยการคลังที่อ่อนแอ การเมืองที่ไม่แน่นอน, และการเติบโตเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศเพื่อนบ้าน


รายชื่อบริษัทที่ถูกปรับลด
Outlook ในเดือนกันยายน PTT, PTTEP, EGAT, SCG 

มุมมองเครดิตถูกปรับลด Outlook จาก “Stable” เป็น ”Negative” ตามแนวโน้มเครดิตรัฐบาล (Sovereign Outlook) เนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจ/บจ.ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาล


บริษัทกลุ่มนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม ได้แก่ ภาระหนี้สูง, ความต้องการพลังงานและปิโตรเคมีอ่อนแอ, และความจำเป็นต้องลงทุนสูงเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานและ Net Zero


SCG เผชิญกำไรอ่อนแอจากอุปทานล้นตลาดและความต้องการในธุรกิจปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในระดับต่ำ


HMC Polymers

ถูกปรับลดอันดับเป็น “Negative” จากภาวะตลาดปิโตรเคมีที่อ่อนตัวและต้นทุนวัตถุดิบสูงที่กดดันกระแสเงินสด


ธนาคารพาณิชย์หลัก 5 แห่ง BBL, KBANK, KTB, SCB, TTB

  • มุมมองเครดิตถูกปรับเป็น “Negative” ตาม Sovereign Outlook

  • มีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังซื้อที่อ่อนแอ

  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง-การคลังอาจกระทบต่อการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพพอร์ต


ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

การปรับลดอันดับครั้งนี้ส่งต่อตลาดหุ้นไทยทันที โดยดัชนี SET ร่วงลง สอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาค ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่อย่าง PTT และ PTTEP เผชิญแรงกดดัน ด้านนักวิเคราะห์เตือนว่าหากการขาดดุลการคลังยังคงอยู่ในระดับสูงและหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชนอาจปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอ่อนแอลง


สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือความไม่แน่นอนด้านนโยบาย การเปลี่ยนแปลงผู้นำและทิศทางการคลังที่ไม่ชัดเจน ที่ยังคงกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันความเสี่ยงเชิงอุตสาหกรรมยังซ้ำเติมปัญหาในภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน, ปิโตรเคมี, ก่อสร้าง, และธนาคารที่ถูกปรับแนวโน้มเป็นลบ นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้เองก็อาจเผชิญความผันผวนที่มากขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เมื่อส่วนชดเชยความเสี่ยงในตลาดปรับตัวสูงขึ้น


คำแนะนำจากนักวิเคราะห์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kasikorn Research Center): แนะนำเน้นหุ้น Defensive เช่น กลุ่มสุขภาพ หรือ สินค้าอุปโภคบริโภค พร้อมแนะนำลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวโยงกับรัฐโดยตรง เช่น PTT และธนาคารใหญ่ๆ ชี้ควรติดตามนโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐอย่างใกล้ชิด


CIMB Thai: แนะนำพอร์ตเชิงป้องกัน โดยลดน้ำหนักหุ้นรัฐวิสาหกิจ และเลือกลงทุนในหุ้นที่มีกำไรสม่ำเสมอ ไม่อ่อนไหวต่อการเมือง พร้อมชี้ว่าการเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดีในจังหวะราคาย่อตัวอาจเป็นโอกาสหากมีความมั่นใจในพื้นฐานระยะยาว


บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน): เน้นความยืดหยุ่นของพอร์ต ลงน้ำหนักน้อยในพลังงานและธนาคารที่ผูกโยงกับ Sovereign แต่ชูโอกาสในกลุ่มส่งออก โทรคมนาคม และสาธารณูปโภคที่มีรายได้มั่นคง


ทั้งนี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าน่าจะยังไม่เกิดวิกฤตการคลังทันที เพราะหนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินบาทและถือโดยนักลงทุนในประเทศ แต่ความเสี่ยงใหญ่คือความเชื่อมั่นตลาด เพราะหากขาดวินัยการคลังและนโยบายไม่ชัดเจน ต้นทุนกู้ยืมอาจพุ่งสูงและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจะยิ่งทวีคูณ


สรุป

การปรับลดมุมมองเครดิตไทยของ Fitch เป็น “Negative” คือ สัญญาณเตือนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ว่าปัญหาหนี้, การคลัง, การเมือง, และการเติบโตต่ำ กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่น การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการสร้างวินัยการคลังอย่างจริงจังคือกุญแจหลักที่จะพลิกฟื้นมุมมองและดึงดูดความเชื่อมั่นกลับมา นักลงทุนจึงควรระมัดระวังมากขึ้น โดยแนะนำให้เน้นพอร์ต Defensive และเลือกลงทุนในหุ้นที่มีรายได้มั่นคงทนต่อความไม่แน่นอน