Official Update :

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุยฮ่องกง โชว์ข้อมูลดึงดูดนักลงทุน เดินหน้า Jump Plus ดึงบจ.ใหญ่เข้าร่วม ชี้ “Health Care–Food Tech” เป็นดาวเด่น

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญต่อเนื่อง ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน การยกระดับโครงสร้างตลาด และการส่งเสริมการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน โดยมุ่งหวังเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ และผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาโดดเด่นในภูมิภาค


นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสำคัญต่างๆ เพื่อเสริมสร้างเสน่ห์และความน่าสนใจให้กับตลาดหุ้นไทย โดยในสัปดาห์นี้เตรียมเข้าร่วมงาน ASEAN Exchange ที่ฮ่องกงเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและพูดคุยกับนักลงทุนสถาบันถึงประเด็นที่ให้ความสนใจและสิ่งที่ต้องการเห็นจากตลาดทุนไทย


โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำประเด็นเรื่องของกฎเกณฑ์และโครงสร้างตลาดไปสื่อสารกับนักลงทุนสถาบัน ขณะเดียวกัน ยังมีการหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหาแนวทางในการยกระดับความน่าสนใจของตลาดในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น


ในส่วนของโครงการ Jump Plus ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 67 บริษัท ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนที่จะเชิญชวนบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการมากขึ้น เพื่อสร้างผลเชิงบวกต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทย เนื่องจากปัจจุบันบริษัทที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า บริษัทเหล่านี้มีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในระยะยาว


นอกจากนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขันและแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจน ถือเป็นอีกประเด็นสำคัญในการดึงดูดการลงทุน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า กลุ่ม Health Care และ Food Tech เป็นอุตสาหกรรมที่โดดเด่นและมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับโลก


นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางฟันด์โฟลว์เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันเงินลงทุนส่วนใหญ่ยังไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่ม Magnificent 7 และทองคำ แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่นักลงทุนให้ความสนใจ เพียงแต่อยู่ระหว่างรอปัจจัยที่ชัดเจนในการตัดสินใจลงทุน


ทั้งนี้ ไม่อยากให้มองฟันด์โฟลว์เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนดัชนี แต่ควรให้ความสำคัญกับ ปัจจัยพื้นฐานของตลาดและบริษัทจดทะเบียนมากกว่า


ขณะที่การชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลต่อ SET Index ในวงจำกัด เนื่องจากผู้ลงทุนส่วนใหญ่ประเมินว่าเป็นเพียงปัจจัยภายนอกระยะสั้นที่อาจสร้างความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนชั่วคราวเท่านั้น โดยปัจจัยสำคัญที่ควรติดตาม ได้แก่ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่มุ่งเน้นหลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ผ่านนโยบาย “Big Quick Win”


รวมถึงความร่วมมือกันของหลายภาคส่วนในการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย นอกจากนี้ ยังเห็นโอกาสการฟื้นตัวต่อเนื่องของ SET Index ในช่วงที่เหลือของปี 2568 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากบริษัทจดทะเบียนที่กลับมาระดมทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนเพิ่มขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่เข้าจดทะเบียนใหม่ในวันแรกที่ค่อนข้างสูง แสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับแรงขายจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เริ่มชะลอตัวลง


สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนกันยายน 2568 SET Index ปิดที่ 1,274.17 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 3.0% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า โดยตั้งแต่ต้นปี SET Index ปรับลดลง 9.0% กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์


ส่วนมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 43,155 ล้านบาท ลดลง 31.0% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี อยู่ที่ 43,028 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 11,859 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกันยายน 2568 นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 96,243 ล้านบาท


เดือนกันยายน 2568 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เงินเทอร์โบ (TURBO) และใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.สกิน ลาบอราทอรี่ (SKIN)


Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 13.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.0 เท่า


อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 3.86% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.02%