A5 เปิดตัว “Cinquième” เน้นความรวยแบบไม่ตะโกน แย้มผลงานปี 68 ยังเติบโตแกร่ง หลังตุนแบ็กล็อกแน่นกว่า 400 ล้านบาท
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่บรรดาผู้ประกอบการต่างดำเนินธุรกิจชนิด “หืดขึ้นคอ” แต่กลับกัน A5 ที่เน้นกลุ่มลูกค้าระดับ Luxury ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างได้มั่นคง พร้อมเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเน้นกลุ่ม Luxury เป็นหลัก
นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ระบุว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในกลุ่ม Luxury เป็นหลัก โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จในการขายหลายโครงการ
นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ระบุว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในกลุ่ม Luxury เป็นหลัก โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จในการขายหลายโครงการ
โครงการ Cinq Royal 2 มียอดขายแล้วประมาณ 40% ส่วนโครงการ Cinq Royal 1 ซึ่งอยู่ติดกันขายหมดและโอนครบภายในเดือนกรกฎาคม ขณะที่โครงการ VANA Ratchapruek-Westville ก็ขายไปแล้วกว่า 70% ในเฟส 1 และเฟส 2 สำหรับปีนี้ บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่สองแห่ง หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ใหม่ Cinquième มูลค่า 1,300 ล้านบาท รวมบ้านทั้งหมด 16 ยูนิต โดยสร้างเสร็จแล้ว 7 ยูนิต (บ้านตัวอย่าง 2 ยูนิต และบ้านพร้อมอยู่ 5 ยูนิต) และจะสร้างอีก 9 ยูนิตที่เหลือให้เสร็จภายในปี 2568
โดยบริษัทคาดว่าไตรมาส 4 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 2568 จากการโอนในหลายโครงการ โดยปัจจุบันบริษัทมี Backlog มูลค่า 436 ล้านบาท (ข้อมูล 30 กันยายน) ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/68 เป็นต้นไป
สำหรับแผนระยะสามปีข้างหน้า (2569–2571) บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 6,150 ล้านบาท ทั้งหมดตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ โซนตะวันออกและตะวันตก เช่น พัฒนาการ เรียบทางด่วน วัชรพล และกรุงเทพกรีฑา
ทั้งนี้ A5 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบรนด์ในแต่ละระดับความหรูหราอย่างชัดเจน โดยแบรนด์ Cinq Royal ถือเป็นระดับสูงสุด ราคาตั้งแต่ 60–200 ล้านบาท ขนาดบ้าน 700–1,080 ตารางเมตร ส่วนแบรนด์ใหม่ Cinquième เป็นสไตล์ “Quiet Luxury” หรือ “รวยแบบไม่ตะโกน” เน้นความเป็นส่วนตัวและการใช้วัสดุคุณภาพสูง ราคาเริ่มต้น 65–130 ล้านบาท ขนาดบ้าน 600–800 ตารางเมตร
ขณะที่แบรนด์ VANA อยู่ในระดับรองลงมา ผู้บริหารย้ำว่าทุกโครงการของบริษัทใช้เวลาพัฒนาเฉลี่ย 6 เดือน ซึ่งนานกว่ามาตรฐานตลาดทั่วไปที่มักใช้เพียง 2–3 เดือน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพสูงสุด
ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดของ A5 มุ่งเน้นการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยแนวคิดการขายสินค้า “Rare Item” โดยเลือกพัฒนาในทำเลที่หายากและแทบไม่มีคู่แข่งในระดับเดียวกัน โครงการส่วนใหญ่เน้นบ้านขนาดใหญ่ เช่น Cinq Royal บางนา ที่มีพื้นที่ใช้สอย 750–1,000 ตารางเมตร ขณะที่คู่แข่งมักเน้นส่วนกลางที่หรูหราแต่ลดขนาดบ้านลง
อีกทั้งบริษัทยังให้ความสำคัญกับแนวคิด “Customer Obsession” โดยพยายามเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อ โครงการของบริษัทมักตั้งอยู่ใกล้โรงเรียนนานาชาติ เช่น Brighton และ Wellington ซึ่งมีผู้ปกครองประมาณ 200–300 ครอบครัวต่อปีที่ต้องการหาบ้านใกล้โรงเรียน
สำหรับลูกค้าหลักของบริษัทส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการและนักลงทุน โดยเฉพาะในโซนตะวันออก เช่น บางนาและกรุงเทพกรีฑา ซึ่งมีลูกค้าชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่ง ลูกค้ากลุ่มนี้มักพิจารณาทำเลใกล้โรงเรียนเป็นหลักและนิยมบ้านที่มีดีไซน์โดดเด่น เช่น เพดานสูงหรือมีพื้นที่ชงชา ลูกค้าชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักชำระด้วยเงินสดเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับชาวต่างชาติสูง ส่วนลูกค้าคนไทยในกลุ่มบ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปมักจ่ายสดครึ่งหนึ่งและกู้อีกครึ่งหนึ่ง
นอกจากนี้ บริษัทประสบความสำเร็จในการออกขายหุ้นกู้จนได้รับการตอบรับเกินความคาดหมาย และเตรียมเปิดขายรอบที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนลดสัดส่วนการออกหุ้นกู้ให้อยู่ในระดับเหมาะสมราว 300–400 ล้านบาท และมุ่งเติบโตแบบ Organic เพื่อลดความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ขณะเดียวกันบริษัทมองว่าการพึ่งพาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่สร้างความมั่นคงในระยะยาว จึงกำลังมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ประจำหรือ Recurring Income เพื่อสร้างสมดุลให้พอร์ต โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจใหม่นี้สร้างรายได้ประมาณ 25% ของรายได้รวมภายใน 3 ปี มีงบลงทุนเบื้องต้นราว 500–600 ล้านบาท และเน้นการลงทุนอย่างระมัดระวัง ธุรกิจที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น ธุรกิจให้เช่าหรือโรงแรมในหัวเมืองท่องเที่ยวใหญ่ โดยเฉพาะภูเก็ต ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับการซื้อมาปรับปรุงมากกว่าการพัฒนาใหม่ทั้งหมด
ด้านปัจจัยเสี่ยงหลักในประเทศ บริษัทมองว่าอยู่ที่กระบวนการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร แม้จะมีมาตรการ LTV 100% แต่ธนาคารยังใช้เวลาพิจารณานาน โดยเฉพาะบ้านหลังที่สองถึงสี่ ขณะเดียวกันบริษัทต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมมาตรการ Long-Term Visa และเพิ่มความชัดเจนในเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ เนื่องจากลูกค้ากลุ่มบ้านหรูได้รับผลกระทบจากภาษีและดอกเบี้ยไม่มากเพราะมักกู้ในสัดส่วนต่ำ
“ในภาพรวมตลาดช่วงครึ่งปีหลัง 2568 และปี 2569 มองว่ายังมีซัพพลายทั้งคอนโดและบ้านอยู่ในระดับสูง ทำให้ลูกค้ากลุ่มบ้านหรูลังเลในการตัดสินใจซื้อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรยากาศทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นและการบริหารเศรษฐกิจที่มีความเป็นมืออาชีพเริ่มสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ส่งผลให้จำนวนลูกค้าที่เข้ามาชมโครงการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของตลาดบ้านหรูในช่วงต่อไป” นายศุภโชค กล่าวทิ้งท้าย
Most Viewed
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
Updated 56 minutes ago
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
Updated 1 day ago
Follow Us
