Official Update :

เปิดโผ 3 หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี ถึงเวลาที่ผลงานกลับมาเติบโต?

หุ้นปิโตรเคมีและโรงกลั่นราคาและผลประกอบการมักจะผันผวนตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่ไม่ว่าจะปรับขึ้นหรือลงก็จะได้รับผลกระทบ ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มปิโตรเคมีถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้หุ้นกลุ่มอื่นๆเลย โดยเฉพาะจากการระบาดของไวรัสโควิด 19 ทั่วทั้งโลกที่ทำให้ความต้องการใช้พลังงานน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์จากเม็ดพลาสติกต่างๆลดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดต่ำลงเพราะไม่มีความต้องการใช้


ดังนั้นเองจึงสะท้อนมายังผลประกอบการของกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่ผลิตสินค้ามาเท่าไหร่ก็ไม่มีคนใช้ ราคาจึงถูกลง ส่งผลต่อยอดขายลดลง และราคาขายรวมถึงกำไรก็ทรุดตามๆกัน ดังนั้นเองนักวิเคราะห์หลายแห่งจึงมองกันว่าหุ้นปิโตรเคมีและโรงกลั่นเป็นหุ้นประเภทวัฏจักร (Cyclical)


คำนิยามของหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) เป็นหุ้นที่ราคาซื้อขายมีการขึ้นลงตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ โดยเมื่อเวลาที่เศรษฐกิจดี ผลประกอบการของบริษัทเองนั้นก็จะดีตามไปด้วย แต่หากเศรษฐกิจซบเซา หรือชะลอตัว ผลการดำเนินงานของบริษัทก็จะซบเซาลงตามภาวะเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ดังนั้นการที่นักลงทุนจะเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากซะที่เดียว เพราะนักลงทุนจะต้องคอยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพราะอย่างที่ระบุไปในช่วงต้นว่าหุ้นกลุ่มนี้จะมีทิศทางตามภาวะเศรษฐกิจ


ทั้งนี้ หากลงลึกในรายละเอียดหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีของไทย โดยในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี ถึงแม้ว่าการระบาดของโควิด 19 ในประเทศไทยเองนั้น ไม่ได้รุนแรงเหมือนกับในต่างประเทศ แต่ทำไมหุ้นปิโตรเคมี และโรงกลั่นจึงได้รับผลกระทบ นั่นเป็นเพราะหุ้นในกลุ่มนี้มักจะอิงกับภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ถ้าราคาน้ำมันฟื้น ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ทางเคมีหรือสารตั้งแต่ทางเคมีภัณฑ์กลับมามีความต้องการบริโภคก็เสมือนเป็นการส่งสัญญาณได้ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะกลับมาฟื้นตัว


การที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีมติปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน 7.2 ล้านบาร์เรล/วัน จากปัจจุบันที่ระดับ 7.7 ล้านบาร์เรล/วันในการประชุมซึ่งเสร็จสิ้นเมื่อวานนี้ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนม.ค.หน้า การตัดสินใจดังกล่าวบ่งชี้ว่า จะมีน้ำมันดิบปริมาณ 500,000 บาร์เรล/วันจากกลุ่มโอเปกพลัสไหลเข้าสู่ตลาดน้ำมันโลกเหมือนเป็นการส่งสัญญาณเป็นนัยแล้วว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และมีโอกาสที่จะได้เห็นผลประกอบการของหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีพลิกกลับมาเติบโตได้บ้าง





โดย PTTGC เป็นหุ้นปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยในปี 63 และในปี 64 จะฟื้นตัวได้ ซึ่งบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่ากำไรสุทธิของ PTTGC ในปี 64 จะฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 1.47 หมื่นล้านบาท จากที่คาดว่าจะขาดทุนสุทธิ 2.5 พันล้านบาทในปี 63 เนื่องจากคาดว่าจะกำไรจากสต็อกน้ำมันจะเพิ่มขึ้น และฐานของค่าการกลั่นจะสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


รวมถึงจะเริ่มเปิดดำเนินการสองโครงการปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในเดือนธันวาคม ได้แก่โครงการ Olefins Reconfiguration project (ORP) ซึ่งมีกำลังการผลิต ethylene ที่ 500KTA และกำลังการผลิต propylene ที่ 250KTA และ โครงการ PO/Polyols ซึ่งมีกำลังการผลิต PO ที่ 200KTA และกำลังการผลิต Polyols ที่ 130KTA ในเดือนธันวาคมปี 63 โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 64 ขึ้นเป็น 65บาท จากเดิมที่ 57 บาท อิงจาก EV/EBITDA ที่ปรับเพิ่มเป็น 8 เท่า จาก 7.5เท่าเพื่อสะท้อนถึงการปรับเพิ่มประมาณการปี 64 และความคาดหวังว่ากำไรจะโตแรงในปีหน้า


ขณะที่ TOP ผู้ประกอบการโรงกลั่นและปิโตรเคมี ที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยในปีนี้ บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่ากำไรสุทธิของ TOP ในปี 64 จะฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 8.5 พันล้านบาท จากที่คาดว่าจะขาดทุนสุทธิ 4.3 พันล้านบาทในปี 63 เนื่องจากจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 2,600 ล้านบาท และค่าการกลั่นอยู่ในระดับ 3.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่แค่เพียง 0.3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


โดยในปีหน้า อุปสงค์เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายลงไปจากการนำวัคซีนมาใช้ในวงกว้างในปีหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสงค์น้ำมันเครื่องบิน ที่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังจากที่ สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดว่าอุปสงค์การเดินทางทางอากาศทั่วโลกจะโตถึง 50% เมื่อเทียบกับปี 63 ดังนั้นจึงปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 64 เป็น 61 บาท จากเดิมที่ 52 บาท


สำหรับ IRPC เป็นอีกหุ้นในเครือปตท.ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ซึ่งทำให้ความต้องการใช้สินค้าลดลง และขาดทุนจากสต็อกน้ำมันมาตลอด ทั้งนี้บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่ากำไรสุทธิของ IRPC ในปี 64 จะฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 4.4 พันล้านบาท จากที่คาดว่าจะขาดทุนสุทธิ 7.4 พันล้านบาทในปี 2563 เนื่องจากจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 1,600 ล้านบาท และค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 3.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ 1.7 พันล้านบาทจากการจ่ายโบนัสพนักงานเกษียณก่อนกำหนดเหมือนกับในไตรมาส 4/63 ทั้งนี้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 64 ขึ้นเป็น 3.60 บาท จากเดิมที่ 2.80 บาท
Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่