Official Update :

เช็ค! คุณเป็นนักลงทุนแบบไหน? รายย่อย รายใหญ่ หรือรายใหญ่พิเศษ นักลงทุนรายใหญ่ คุณก็อาจจะเป็นได้โดยไม่รู้ตัว!?

ในสื่อออนไลน์อาจจะเคยได้ยินคำว่า High Net Worth Individual กันมาบ้าง แต่รู้หรือไม่ว่ามีคำแปลภาษาไทยคือ นักลงทุนรายใหญ่และมีการกำหนดเกณฑ์ไว้ที่หลายคนอาจจะผ่านเกณฑ์โดยไม่รู้ตัว!

คำว่า High Net Worth Individual (HNWI) หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้นเป็น Ultra High Net Worth Individual (UHNWI) อาจจะเคยผ่านตาหลายๆ คนมาใน social media แต่อาจจะยังไม่รู้ว่าคำทั้งสองไม่ได้หมายถึง ผู้มีทรัพย์สินจำนวนมาก (หรือง่ายๆว่าคนรวยนั่นล่ะ) แต่เป็นการจัดแบ่งนักลงทุน ที่มีการตั้งเกณฑ์อย่างชัดเจนจากทาง ก.ล.ต. และมีชื่อแปลเป็นภาษาไทยว่า นักลงทุนรายใหญ่สำหรับ High New Worth และ นักลงทุนรายใหญ่พิเศษสำหรับกลุ่ม Ultra High อีกด้วย


และไม่แน่ว่าหลายๆ คนอาจจะผ่านเกณฑ์แล้วแต่ไม่รู้ตัว!!!

วันนี้ Wealthy Thai จะพาไปรู้จักกับนักลงทุนในระดับต่างๆ เกณฑ์การแบ่ง และพาไปหาคำตอบว่า การเป็นนักลงทุนรายใหญ่ หรือรายใหญ่พิเศษนั้น มันดีอย่างไร


แบ่งประเภทนักลงทุนทำไม? นี่หรือความเท่าเทียม
!?

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับประโยค “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” วัตถุประสงค์ที่มีการแบ่งระดับของนักลงทุนนั้น เดิมมีไว้เพื่อจำกัดการเข้าถึงสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงให้กับนักลงทุนรายย่อย


หลักการก็คือ ถ้ามีเงินลงทุนไม่มากนัก ก็ไม่ควรนำไปเสี่ยงกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงๆ พลาดพลั้งไปอาจจะถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัว


การจำกัดการเข้าถึงสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงจึงมีการบังคับใช้เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนที่ยังมีสินทรัพย์น้อยเสียหายอย่างหนักนั่นเอง


อ้าว แล้วคนมีสินทรัพย์เยอะไม่เสี่ยงหรือ?

คำตอบคือ ก็เสี่ยงเช่นกัน แต่ถ้ามีสินทรัพย์จำนวนมากๆ แล้วเจียดแค่บางส่วนไปลงที่สินทรัพย์ความเสี่ยงสูงๆ แม้จะขาดทุนส่วนนั้นแต่ก็น่าจะยังมีสินทรัพย์อื่นเหลืออยู่ ไม่ถึงกับหมดเนื้อหมดตัว


ด้วยสมมติฐานนี้เองจึงได้ใช้ จำนวนสินทรัพย์ ที่มีเป็นหนึ่งในเกณฑ์การแบ่งประเภทนักลงทุนที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงการลงทุนสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง


ไม่ใช่แค่มีสินทรัพย์แล้วก็จะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ได้

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าการแบ่งระดับนักลงทุน มีไว้เพื่อจำกัดการเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง เพราะฉะนั้น นอกจากจำนวนสินทรัพย์ที่มีแล้ว ความรู้ความเข้าใจในการลงทุนก็เป็นอีกหลักเกณฑ์หนึ่งที่ทาง ก.ล.ต. กำหนดไว้ในการแบ่งระดับของนักลงทุน เพื่อจำกัดไม่ให้นักลงทุนที่มีสินทรัพย์แต่ไม่มีประสบการณ์ไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงแล้วเกิดความเสียหาย โดยต้องมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

    • ประสบการณ์ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่อง

    • ประสบการณ์ทำงานด้านการเงินและลงทุน

    • มีความรู้ในหลักทรัพย์ที่ลงทุนอย่างเพียงพอ

    • เป็นผู้แนะนำการลงทุนได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.

    • ผ่านการอบรมหลักสูตร CFA, CISA, CAIA, CFP


แล้วต้องมีสินทรัพย์เท่าไรบ้าง?

วันนี้ Wealthy Thai จะพาไปดูสินทรัพย์ที่นักลงทุนรายใหญ่ทั้งสองแบบต้องมีเป็นขั้นต่ำ


1.นักลงทุนรายใหญ่พิเศษ

  • สินทรัพย์ ≥ 60 ล้านบาท (ไม่รวมบ้านที่อยู่อาศัย) (ประมาณคอนโดที่ One Bangkok)

  • รายได้ ≥ 6 ล้านบาท/ปี (เฉลี่ยเดือนละ 500k บาท)

  • เงินลงทุน ≥ 15 ล้านบาท (รวมเงินฝาก ≥ 30 ล้านบาท) (เงินสดพอจะซื้อ Bentley Flying Spur 1 คัน)


2.นักลงทุนรายใหญ่

  • สินทรัพย์ ≥ 30 ล้านบาท (ไม่รวมบ้านที่อยู่อาศัย) (ประมาณคอนโด Q1 Sukhumvit)

  • รายได้ ≥ 3 ล้านบาท/ปี (เดือนละ 250k บาท)

  • เงินลงทุน ≥ 8 ล้าน (รวมเงินฝาก ≥ 15 ล้านบาท) (เงินสดพอซื้อ Porsche Taycan 4S)


จากข้อมูลด้านบน หากคุณผ่านเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง เช่น มีรายได้มากกว่า 3 ล้านบาท หรือ 6 ล้านบาทต่อปี คุณก็อาจเป็นนักลงทุนรายใหญ่และรายใหญ่พิเศษ แล้วแบบไม่รู้ตัว!!



ในโลกการเงิน “สินทรัพย์” คือบัตรผ่านชั้นพิเศษ!

เมื่อเข้าสู่ระดับนักลงทุนรายใหญ่ คุณจะได้สิทธิ์เข้าถึง “สินทรัพย์ระดับพรีเมียมหรือ สินทรัพย์ความเสี่ยงสูง ที่นักลงทุนรายย่อยไม่มีสิทธิ์ได้เข้าถึง และสินทรัพย์เหล่านี้เอง คือประตูสู่ผลตอบแทนที่ สูงกว่า อย่างแท้จริง


แล้วสินทรัพย์ที่นักลงทุนรายใหญ่ทั้งสองแบบลงทุนได้มีอะไรบ้าง?


นักลงทุนรายใหญ่พิเศษ

  • หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนแบบไม่มีเรทติ้ง (Unrated Perpetual Bond)

  • ตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนประเภทที่ 1 เพื่อการนับเป็นเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทประกันภัย (Basel III Tier 1/IC Bond Tier 1) ที่ไม่มีเรทติ้งและมีลักษณะคล้ายทุน

  • ทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust)

  • กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนสถาบันหรือรายใหญ่พิเศษ (Ultra Accredited Investor Mutual Fund: UI Fund)


นอกจากนี้ นักลงทุนรายใหญ่พิเศษยังสามารถลงทุนใน สินทรัพย์ที่นักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนทั่วไปเข้าถึงได้ (ดังข้อมูลด้านล่าง) แต่แค่อ่านชื่อสินทรัพย์อาจยังไม่เห็นภาพชัดว่า “ผลตอบแทนต่างกันขนาดไหน” ขอยกตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ


ตัวอย่าง : กองทุนเปิด แอล เอช ฟันด์ ไทย ไพรเวทอิควิตี้ 1 (LH-THAPE1UI) ซึ่งระบุว่า “ห้ามขายให้ผู้ลงทุนรายย่อย เป็นกองทุนที่เปิดให้เฉพาะ นักลงทุนรายใหญ่พิเศษ และ ผู้ลงทุนสถาบัน เท่านั้น


โดยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา กองทุนนี้ให้ ผลตอบแทนสูงถึง +62% ขณะที่กองทุนที่นักลงทุนรายย่อยลงทุนได้ เช่น กองทุนหุ้นไทยทั่วไป (Equity Fund) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 5–10% ต่อปีเท่านั้น


จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนของ LH-THAPE1UI สูงกว่ากองทุนทั่วไปถึง 6 เท่า!!


นักลงทุนรายใหญ่

  • หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Note)

  • ตราสารที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิต (Unrated Bond) รวมถึง หุ้นกู้, หุ้นกู้ด้อยสิทธิ, หุ้นกู้ที่เกิดจากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ และ ตราสาร Basel III Tier 1 หรือ IC Bond Tier 1

  • ตราสาร Basel III Tier 1/IC Bond Tier 1 ที่มีเรทติ้งต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้และมีลักษณะคล้ายทุน

  • หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน เรทติ้งต่ำกว่าระดับลงทุนได้ (Non-Investment Grade Perpetual Bond)

  • กองทุนเพื่อผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย (Accredited Investor Mutual Fund: AI Fund) 


รวมถึงลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่นักลงทุนรายย่อยลงทุนได้เช่นกัน (ตามข้อมูลด้านล่าง)


3.นักลงทุนทั่วไป

แม้จะอยู่ในระดับเริ่มต้น แต่ก็เป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างพอร์ตการลงทุนในอนาคต นักลงทุนกลุ่มนี้สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการกำกับและจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ดังนี้

  • หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai

  • ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW)

  • ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ

  • สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures)

  • ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs)

  • ตราสารหนี้ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงหุ้นกู้ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้ที่เกิดจากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ และ Basel III Tier 2/IC Bond Tier 2

  • หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่เรทติ้งอยู่ในระดับลงทุนได้ (Investment Grade Perpetual Bond)

  • ตราสาร Basel III Tier 1/IC Bond Tier 1 ที่เรทติ้งอยู่ในระดับที่ลงทุนได้และมีลักษณะคล้ายทุน

  • กองทุนรวมทั่วไป


โดยสรุปแล้ว ในโลกการลงทุน “ฐานสินทรัพย์” คือเกณฑ์ชี้วัดสำคัญ ยิ่งคุณอยู่ในระดับนักลงทุน รายใหญ่ หรือ รายใหญ่พิเศษ ก็ยิ่งมีสิทธิ์เข้าถึง สินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม ที่นักลงทุนรายย่อยยังเข้าไม่ถึง และสินทรัพย์เหล่านี้เอง ที่มักสร้าง ผลตอบแทนได้สูงกว่า สินทรัพย์ทั่วไปหลายเท่า



แต่ต้องไม่ลืมว่าผลตอบแทนที่มากกว่าก็มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงจากการประเมินมูลค่า หรือความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด


ดังนั้นกุญแจสำคัญของการลงทุนคือ การเข้าใจตัวเอง เข้าใจสินทรัพย์ และบริหารความเสี่ยงให้สมดุล เพราะการลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการวางแผนเพื่อให้เงินทำงาน และใช้โอกาสจากความได้เปรียบของฐานสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด


ในครั้งหน้า Wealthy Thai จะพาทุกคนไปเจาะลึกสินทรัพย์ที่นักลงทุนรายใหญ่เลือกลงทุน มาดูกันว่าจะน่าสนใจและให้ผลตอบแทนสูงขนาดไหน ห้ามพลาด!