“ก่อนจะเรียกหานโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เราอาจจะต้องเรียกหาธรรมาภิบาลกันก่อน” ฟังชัดๆ มุมมองคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ต่อเศรษฐกิจไทย
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ในงานสัมนา Future Ready Beyond 2025 โดยบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จํากัด (มหาชน) และ Trader KP คุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาพรวม และก้าวต่อไป ของเศรษฐกิจไทย วันนี้ Wealthy Thai สรุปประเด็นสำคัญๆ เอาไว้ให้ในโพสต์นี้ค่ะ
ประเทศไทยกับเศรษฐกิจที่ไม่โต
ในมุมมองของคุณกรณ์ ปัญหาหลักไม่ใช่เงิน แต่คือ “ขาดการขับเคลื่อน”
ถ้าพูดถึงสภาพเศรษฐกิจไทยทุกวันนี้ ที่ชัดเจนก็คือ “เราไม่โต” — GDP แทบไม่ขยับ รายได้เฉลี่ยไม่เพิ่ม ขาดพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
ย้อนกลับไป 40 ปีก่อน เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยปีละ 8–9% ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรม ซึ่งประเทศเราเคยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง แต่ปัจจุบันต้นทุนพลังงานที่เคยได้เปรียบก็ลดลง ความสามารถแข่งขันก็ถดถอย อีกทั้งโลกยังเปลี่ยนไปเร็วกว่าที่ประเทศเราปรับตัวทัน
ผลลัพธ์คือ “การลงทุนในประเทศลดลง” — ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดที่สุดของการหยุดนิ่งทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่ไทยต้องการอาจไม่ใช่นโยบายใหม่ๆ แต่คือ “Governance ที่ดี”
คุณกรณ์มองว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคไหนก็เน้นจุดขายที่นโยบาย แต่นโยบายที่ใช้หาเสียงไม่ได้สร้างการลงทุนจริง — ความเชื่อมั่นในระบบต่างหากที่อาจจะทำได้
ในทุกฤดูเลือกตั้ง เราเห็นการแข่งกันออกนโยบายเพื่อเอาใจประชาชน แต่แทบไม่มีใครพูดถึง “บรรยากาศการลงทุน” ที่แท้จริง
สิ่งที่นักลงทุนต้องการไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือ ความมั่นใจใน “ธรรมาภิบาล” (Governance) ของประเทศ
เมื่อผู้ลงทุนรู้สึกว่า “กติกายุติธรรม” ไม่มีใครได้เปรียบเพราะอำนาจหรือเส้นสาย ก็จะกล้าลงทุนระยะยาว
ประเทศที่มี ความโปร่งใส (Transparency) และ ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มักเป็นประเทศที่ร่ำรวย เพราะระบบที่ดีเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
มีดัชนีและงานวิจัยยืนยันมากมายว่าประเทศที่ติดอันดับ “ความมีธรรมาภิบาลสูง” มักจะเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่ง แต่ไม่ใช่ว่าเพราะมั่งคั่งถึงสามารถใส่ใจธรรมาภิบาล แต่เป็นเพราะมีธรรมาภิบาลสูง ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ดึงดูดการลงทุน และเกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
ในเมื่อ “บริษัทยักษ์ใหญ่ไทย” ไม่เคยเปลี่ยนหน้า แล้วใครจะอยากมาลงทุน?
ในสหรัฐฯ รายชื่อบริษัทขนาดใหญ่เปลี่ยนตลอดเวลา — General Electric, ExxonMobil หรือแม้แต่ Walmart เคยอยู่ในจุดสูงสุด แต่วันนี้กลับหลุดจากรายชื่อผู้นำตลาดไปแล้ว เพราะระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูงและเปิดรับนวัตกรรมใหม่อยู่เสมอ
แต่ในประเทศไทย ลองมองย้อนกลับไป 20 ปี รายชื่อบริษัทที่ใหญ่ที่สุดยังคงเป็นชื่อเดิมแทบทั้งหมด ไม่มี “ผู้ท้าชิง” คนใหม่เกิดขึ้น นี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทย “โตเท่าเดิม” — ไม่ได้ถดถอย แต่ก็ไม่ไปไหน
เมื่อผู้นำตลาดไม่เปลี่ยน หน้าใหม่ไม่มีทางแจ้งเกิด ระบบเศรษฐกิจจึงไร้พลังขับเคลื่อนใหม่อย่างแท้จริง และทำให้คนไม่กล้าที่จะลงทุนขนาดใหญ่กับตลาดที่ดูจะมีการผูกกันของทุนใหญ่กับภาครัฐ
“สามธนู” ของญี่ปุ่น กับบทเรียนปฏิรูปที่ไทยต้องเรียนรู้
ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาเงินฝืดยาวนาน การใช้จ่ายลด เป็นเหตุให้เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเป็นภาวะที่ไทยเองก็กำลังเผชิญในขณะนี้ จึงน่าที่จะถอดบทเรียนจากแนวทางการแก้ปัญหาที่ญี่ปุ่นใช้รับมือ
ในยุครัฐบาลชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ใช้นโยบายชื่อว่า “ธนูสามดอก (Three Arrows)” เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดและสังคมผู้สูงอายุ
1.นโยบายการเงิน – ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
2.นโยบายการคลัง – อัดฉีดงบประมาณ แม้จะเพิ่มหนี้สาธารณะ
3.การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง – ซึ่งยากที่สุด แต่จำเป็นที่สุด
สำหรับไทย เรามีศักยภาพทางการเงินสูงกว่าญี่ปุ่นในตอนนั้น ดอกเบี้ยสูง ทุนสำรองแน่น — แต่สิ่งที่เรายังขาดคือ “การปฏิรูปที่แท้จริง”
ที่ผ่านมา ไทยมักถูก “บังคับให้ปฏิรูป” จากแรงกดดันภายนอก เช่น วิกฤต IMF หรือแรงผลักจากสหรัฐฯ แม้แต่ในขณะนี้ ข้อเรียกร้องจากสหรัฐที่บอกชัดว่าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐเอง แต่ในระยะยาวก็อาจเป็นประโยชน์กับไทยด้วยเช่นกัน จะเห็นการปรับตัวแทบทุกครั้งเกิดจากการต้องรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก แต่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ การปฏิรูปจากภายใน เพื่อผลประโยชน์ของคนไทยเอง
กล่าวโดยสรุปบทเรียนจากมุมมองของคุณกรณ์ จาติกวณิช Wealthy Thai รวบให้สั้นๆ :
ประเทศไทยแม้ว่าจะสูญเสีย “ข้อได้เปรียบ” ทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหมือนเมื่อยี่สิบปีที่แล้วที่ทำให้เติบโตปีละเกือบ 10% แต่ปัจจัยพื้นฐานยังดี ทั้งการเงิน การคลัง ยังมีความแข็งแรง แต่นโยบายหรูหราแค่ไหนก็อาจไม่มีความหมายหากปราศจากธรรมาภิบาล และความโปร่งใส เพราะนั่นคือข้อพิจารณาใหญ่ในการดึงดูดการลงทุน เพิ่มการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
