“เงินบริจาค” เจตนาดีที่อาจซ่อนความล้มเหลวของระบบ
กี่ครั้งที่เราพบเห็นคนดังออกมาระดมทุนช่วยชายแดน ช่วยโรงพยาบาล… แฟนคลับมากมาย ชื่อเสียงและคำสรรเสริญหลั่งไหล แต่ไม่มีใครถามว่า ทำไมในประเทศที่เก็บภาษีจากประชาชนทุกคน ถึงต้องรอการบริจาคจาก “ฮีโร่” คนแล้วคนเล่า?
นี่เรากำลังเฉลิมฉลองความดีของบุคคล — หรือเรากำลังหลงทางจากสิ่งที่ควรจะเป็นหน้าที่ของรัฐ?
“การมีนักบุญ” ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายในตัวมันเอง แต่ สะท้อนการที่ระบบบริหารงบประมาณไม่สามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่
ประเทศที่รัฐทำงานได้ดี ไม่ต้องมีฮีโร่
แต่ประเทศที่ประชาชนรู้สึกว่า “ต้องช่วยกันเอง” คือประเทศที่รัฐล้มเหลวโดยไม่รู้ตัว
-
ประเทศเก็บภาษีทุกปี แต่โรงเรียนขาดแคลน
-
งบประมาณแผ่นดินมหาศาล แต่โรงพยาบาลยังรอเงินบริจาค
-
มูลนิธิกลายเป็นกลไกซ่อมระบบที่รัฐควรซ่อมเอง
“ความดี” ที่กลายเป็นเครื่องมือ
พูดถึงการที่ “วัฒนธรรมเชิดชูการบริจาค” กลายเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
สังคมที่เชิดชูการบริจาคจนทำให้คนบางคนกลายเป็น “ฮีโร่” แบบบ้านเรา มักไม่ตั้งคำถามกับสาเหตุของความขาดแคลน
และนี่คือสิ่งที่อันตราย — เพราะเมื่อ “การช่วยเหลือ” กลายเป็นการ PR ของบุคคล หรือของฝ่ายอำนาจ มันจะ
-
สร้างภาพว่า “ระบบยังอบอุ่น เพราะมีคนดีอยู่”
-
ทั้งที่จริงแล้ว มันทำให้คนเลิกเรียกร้องให้ระบบดีขึ้น
“การมีอยู่ของนักบุญ จึงอาจเป็น propaganda รูปแบบหนึ่ง — ที่ทำให้เราหยุดตั้งคำถามกับโครงสร้างงบประมาณที่ ปล่อยให้ประชาชนช่วยเหลือกันเอง”
ไม่ว่าจะเป็น
-
การวิ่งระดมทุนช่วยโรงพยาบาล
-
การขอรับบริจาคจากประชาชนเพื่อสร้างอาคารเรียน
-
หรือข่าวมูลนิธิที่ภายหลังพบว่ามีการฟอกเงิน
“หากเราหยุดเชียร์ฮีโร่ แล้วเริ่มเรียกร้องให้ระบบทำงานแทนฮีโร่ — จะถือว่าเราไร้หัวใจ หรือแค่เริ่มมีเหตุผล?”
เพราะสังคมที่ต้องมีนักบุญคอยอุ้ม คือสังคมที่ยังไม่เข้าใจว่าหน้าที่ของรัฐคืออะไร
ความเมตตา จิตกุศล ล้วนเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน และทุกสังคมต้องการคนดี — แต่เราอาจจะต้องการ ‘ระบบที่ดี’ มากกว่า
