บล.บัวหลวง เปิดกลยุทธ์ลงทุนปี 69 ชู Barbell Strategy กระจายพอร์ตไทย-ตปท. แนะ 4 กลุ่มหุ้นคุณภาพ หนีอสังหา-รถยนต์
ตลาดหุ้นไทยยังถูกกดดันจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดัชนี SET Index ปรับตัวลงกว่า 8% นับจากต้นปี 2568 และเคยร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ยังเปราะบาง ทำให้เกิดคำถามว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2569 จะเป็นอย่างไร จะมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนหรือไม่ และนักลงทุนควรใช้กลยุทธ์แบบไหนเพื่อสร้างผลตอบแทนในสภาวะที่มีความผันผวนสูง
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงกว่า 8% (ณ วันที่ 12 พ.ย. 2568) โดยลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ 1,056 จุด ในเดือนเมษายน 2568 จากแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี, การบริโภคภายในประเทศอ่อนแรง, ความไม่แน่นอนทางการเมือง ตลอดจนความกังวลผลกระทบมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
โดยประเมินตลาดหุ้นไทยในเดือนธันวาคมคาดเคลื่อนไหวในกรอบ โดยยังเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อสินค้าส่งออกบางประเภท อีกทั้งเมื่อพิจารณาในเชิงมูลค่า (Valuation) พบว่า SET Index มีค่า P/E ราว 14.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดภูมิภาคที่ราว 13 เท่า
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุน FDI ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์, ภาคท่องเที่ยวที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/68 รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “เที่ยวดีมีคืน” และ “คนละครึ่งพลัส” ทำให้คาดว่าในช่วงปลายปี 2568 SET Index อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 1,280 - 1,320 จุด
“หากมองย้อนหลัง 10 ปี ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนรวมแทบไม่โต ตรงข้ามกับทองคำและหุ้นเทคสหรัฐที่สร้างผลตอบแทนระดับสองหลักต่อเนื่อง ขณะที่ ROE ของบริษัทไทยก็ลดลงจนต่างชาติเมิน ส่งผลให้นักลงทุนไทยหันไปเน้นหุ้นปันผลมากกว่าการเติบโต สะท้อนความเชื่อมั่นใน Total Return ที่ยังอ่อนแรง
ตลาดหลักทรัพย์จึงผลักดันโครงการ JUMP+ เพื่อยกระดับผลตอบแทนและ ROE แบบโมเดลญี่ปุ่น แต่ต้องใช้เวลาราว 5 ปีถึงเห็นผล นักลงทุนจึงควรกระจายพอร์ตไปต่างประเทศ เพราะพึ่งพาตลาดไทยอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ผลตอบแทนระยะยาว” กล่าว
เป้าหมาย SET Index ปี 69 ที่ 1,440 จุด
สำหรับปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มเห็นการ “ทยอยฟื้นตัว” ในไตรมาส 1/69 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล (Data Center) และอิเล็กทรอนิกส์ (เซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งจะทยอยลงทุนจริงต่อเนื่อง หลังได้รับอนุมัติจาก BOI
2.ภาคท่องเที่ยว ที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 2.4% จากปีก่อน โดยเฉพาะตลาดอินเดีย รัสเซีย และยุโรป ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำ และ 3.ภาคการส่งออก ที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 และมีแนวโน้มฟื้นตัว
จากปัจจัยดังกล่าว บล.บัวหลวง ยังคงเป้าหมาย SET Index ปี 2569 ที่ระดับ 1,440 จุด คาดกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 90 บาทต่อหุ้น แม้ยังมีปัจจัยกดดัน เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอตัว,การบริโภคในประเทศทรงตัวจากภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนทางการเมือง
4 กลุ่มหุ้นแนะนำ
ด้านนายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บล.บัวหลวง กล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับช่วงปี 2569 ยังเน้นกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง และหุ้นกลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยเน้นไปที่ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่ม Data Center และ Digital transformation เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจากดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงกลุ่มสื่อสาร หุ้นแนะนำ เช่น WHAUP, GULF, ADVANC
กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 จะหนุนความต้องการปิโตรฯ ขณะที่ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคาดยังแข็งแกร่ง หุ้นแนะนำ เช่น PTTGC, SCC, ITC
กลุ่มที่คาดกำไรเติบโตต่อเนื่องและได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐฯ แต่เนื่องจากภาพรวมการบริโภคในประเทศชะลอตัว จึงต้องเลือกหุ้นที่มีความสามารถในการเติบโตได้จากรายได้จริง ไม่ได้พึ่งพิงมาตรการรัฐฯ มากนัก เช่น กลุ่มท่องเที่ยวที่คาดจะฟื้นตัวเด่น CPN, CENTEL, AOT
กลุ่มปันผลสูง กระแสเงินสดสม่ำเสมอ และได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นตลาดทุน (Thailand Individual Investment Account : TISA) เช่น KTB, SCB
Barbell Strategy กลยุทธ์ฝ่าความผันผวน
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนในปี 2569 แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ “Barbell Strategy” โดยกระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ ดังนี้ “ตลาดหุ้น” สัดส่วน 60% (แบ่งเป็นหุ้นไทย 10 %, หุ้นต่างประเทศผ่าน DR 50% กระจายทั้งในธีมเชื่องโยง AI ในสหรัฐฯ (เช่น GOOGL0 และ NVDA01) ธีมเศรษฐกิจดิจิทัลในจีน (เช่น TENCENT01) รวมถึงอินเดีย (INDIA01)และเวียดนาม (E1VFVN3001) 2. “ตราสารหนี้” สัดส่วน 30% และ 3. “ทองคำ” สัดส่วน 10%
โดยราคาทองคำยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐฯ, การเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก และแรงซื้อจากกองทุน ETF โดยตั้งเป้าราคาทองคำที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณบาทละ 78,000) ภายในปี 2569 และอาจแตะระดับ 6,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 2570 - 2571 ซึ่งสะท้อนว่า “ทองคำ” ได้เข้าสู่ Super Cycle ระยะที่ 3 อย่างสมบูรณ์
ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ และยานยนต์ เนื่องจากฟื้นตัวช้าและได้รับผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง
