Trump สุดทน! เรียก Powell “วัวดื้อ“ ประกาศเปลี่ยนประธาน Fed ปีหน้า โบรกฯ ย้ำทิศทางดอกเบี้ยไม่เกี่ยวการเมือง คาด Fed ลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปี 2026
ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 9–10 ธันวาคม ที่กำลังจะมาถึง ตลาดทั่วโลกแสดงความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า Fed จะประกาศลดดอกเบี้ย ขณะเดียวกันประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ได้ออกมาโจมตีประธาน Fed Jerome Powell อย่างรุนแรง โดยเรียกเขาว่า “วัวดื้อ (stubborn ox)” และยังประกาศว่าจะแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ช่วงต้นปีหน้า
สองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญในตลาดสหรัฐฯ คือการลดดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นอย่างไร? จะลงเร็วขึ้นไหมหากเปลี่ยนประธาน Fed? ซึ่งในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบด้วยกัน
ในปัจจุบัน ตลาดค่อนข้างมั่นใจว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม
ข้อมูลจากตลาดฟิวเจอร์สชี้ว่าตลาดมั่นใจมาก ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลง 25 bps ในเดือนธันวาคม ซึ่งตรงกันข้ามกับเมื่อช่วงต้นไตรมาส 4 ที่นักลงทุนยังไม่แน่ใจเลยว่า Fed จะลดหรือไม่
โดย Fed Rate Monitor ของ Investing.com ชี้ว่าตลาดคาดว่ามีโอกาสถึง 84% ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 3.50–3.75% ในวันที่ 10 ธันวาคม
เช่นเดียวกัน เครื่องมือ CME FedWatch ชี้ว่าความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยดีดกลับขึ้นมาแตะราว 80% หลังตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนแรงและมีถ้อยแถลงส่งสัญญาณนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจากเจ้าหน้าที่ Fed
Trump ได้เพิ่มความผันผวนให้ตลาด หลังเรียก Powell ว่า “วัวดื้อ” พร้อมประกาศว่าจะตั้งประธาน Fed คนใหม่
แม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจจะสนับสนุนการลดดอกเบี้ย แต่แรงกดดันทางการเมืองก็กลับมาอยู่ในจุดสนใจอีกครั้งหลัง Trump ให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า Powell คงดอกเบี้ยสูงเกินไปนานเกินไป, เรียกเขาว่า “วัวดื้อ ที่อาจจะไม่ชอบประธานาธิบดีของตัวเองด้วยซ้ำ”, พร้อมบอกว่าจะประกาศชื่อประธาน Fed คนใหม่ในต้นปี 2026 ก่อนที่วาระของ Powell จะหมดลงในเดือนพฤษภาคม 2026
โดยสำนักข่าวอย่าง Financial Times และ Reuters คาดว่า ผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะมาเป็นประธาน Fed คนต่อไปสูงที่สุด ได้แก่ Kevin Hassett หัวหน้าสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (NEC) และที่ปรึกษาคนสนิทของ Trump ที่มีแนวคิดแบบผ่อนคลายกว่า Powell อย่างชัดเจน และเคยออกมาสนับสนุนการลดดอกเบี้ยต่อสาธารณะหลายครั้ง
ถ้าแม้จะมีความเป็นไปได้ที่ Fed จะมีความผ่อนคลายมากกว่าเดิมภายใต้ผู้นำชุดใหม่ในปี 2026 แต่นักวิเคราะห์หลายรายได้เตือนว่าอย่ารีบด่วนสรุป
ด้านโบรกใหญ่และนักวิเคราะห์เห็นพ้องกันว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคม แต่เป็นเพราะ “เศรษฐกิจ” ไม่ใช่ “การเมือง”
Bank of America คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลง 25 bps ในเดือนธันวาคม โดยระบุสาเหตุจากตัวเลขตลาดแรงงานที่อ่อนแอและคำแถลงที่มีลักษณะผ่อนคลายจากเจ้าหน้าที่ Fed
JPMorgan ปรับคาดการณ์ว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 9–10 ธันวาคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยใน FedWatch พุ่งขึ้น
ทั่วทั้ง Wall Street มีมุมมองตรงกันว่า การลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมเป็นการบริหารความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว ไม่ใช่เพราะแรงกดดันจากทำเนียบขาว
ในปีหน้า แม้จะมีข่าวเรื่องการเปลี่ยนประธาน Fed แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่คิดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยแรงตามใจ Trump
รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเดือนธันวาคมของ OECD คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยรวมอีกเพียงสองครั้ง ภายในสิ้นปี 2026 จากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวอยู่ใกล้ระดับ 3.25–3.50% จนถึงปี 2027
โดยเหตุผลสำคัญคือ หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง, เงินเฟ้อยังมีแรงกดดัน แม้เริ่มชะลอตัว, และความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินยังคงมีอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจทำให้ Fed ไม่สามารถกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยระดับต่ำมากเหมือนช่วงปี 2010–2019 ได้อีก
แล้วประธาน Fed ที่ Trump แต่งตั้งเองจะสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายกว่าพาวเวลไหม? คำตอบน่าจะเป็น “ใช่ แต่มีข้อจำกัด”
นักกลยุทธ์จาก Reuters และ Financial Times ให้ความเห็นว่า Hassett มีแนวโน้มผลักดันนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายกว่า Powell แต่ Fed ยังถูกจำกัดโดยกรอบกฎหมาย, เป้าหมายเงินเฟ้อ, และความเสี่ยงที่ตลาดพันธบัตรจะตอบสนองเชิงลบ หากมีการลดดอกเบี้ยเร็วหรือแรงเกินไป อีกทั้งการพยายามปลด Powell ก่อนครบวาระก็อาจนำไปสู่ความวุ่นวายทั้งทางการเมืองและกฎหมาย
ดังนั้น แม้ประธาน Fed คนใหม่ภายใต้ Trump จะสนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นในปี 2026 แต่พื้นที่ในการลดดอกเบี้ยจริงๆ ยังถูกจำกัด ตลาดจึงน่าจะเห็นการผ่อนคลายแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการลดดอกเบี้ยแรงจากแรงกดดันทางการเมือง
สรุป มุมมองจากโบรกชั้นนำสะท้อนว่า
1.การลดดอกเบี้ยระยะสั้นถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเศรษฐกิจ: ตัวเลขตลาดแรงงานที่ชะลอตัว, เงินเฟ้อที่ลดลง, และน้ำเสียงระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ Fed ต่างสนับสนุนการลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องการเมือง
2.คำพูดของ Trump เพิ่ม “ความผันผวน” ไม่ใช่ การชี้ “ทิศทาง”: การเรียกพาวเวลว่า “วัวดื้อ” และการประกาศตั้งประธาน Fed คนใหม่เพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาด แต่ไม่ได้กำหนดเส้นทางดอกเบี้ยโดยตรง
3.คาดการณ์เส้นทางดอกเบี้ยพื้นฐานยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป: OECD และโบรกฯใหญ่ต่างประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวราว 3–3.5% ไม่ได้กลับไปใกล้ศูนย์
