AOT วิ่งฉิวเกือบ 6% หลังแก้สัญญาดิวตี้ฟรี 5 สนามบิน โบรกฯ แนะ “ซื้อ” อัพเป้า 52 บาท มองสัญญาใหม่-PSC หนุนกำไรโต
AOT วิ่งฉิวเกือบ 6% หลังแก้สัญญาดิวตี้ฟรี 5 สนามบิน ฟากโบรกฯ คงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมอัพเป้าสู่ 52 บาท มองมองสัญญาใหม่และค่าบริการผู้โดยสารขาออกหนุนกำไรโต
วันนี้ (3 ธ.ค.68) ราคาหุ้นของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 47.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 5.52% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3,011.39 ล้านบาท
โดยคาดว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากการเปิดเผยแนวทางแก้ไขปัญหาดิวตี้ฟรีหลัง “คิง เพาเวอร์” ได้ร่อนจดหมายถึง AOT ขอเพื่อยกเลิกสัญญาช่วงกลางปีที่ผ่านมา
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ระบุ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบผลการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร กับ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ AOT ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ของคณะทำงานเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ AOT และอนุมัติให้ AOT แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ AOT ทั้ง 5 แห่ง
โดยแนวทางการแก้ไขในแต่ละท่าอากาศยาน ดังนี้
วันนี้ (3 ธ.ค.68) ราคาหุ้นของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 47.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ 5.52% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3,011.39 ล้านบาท
โดยคาดว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากการเปิดเผยแนวทางแก้ไขปัญหาดิวตี้ฟรีหลัง “คิง เพาเวอร์” ได้ร่อนจดหมายถึง AOT ขอเพื่อยกเลิกสัญญาช่วงกลางปีที่ผ่านมา
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ระบุ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบผลการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร กับ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ AOT ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ของคณะทำงานเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ AOT และอนุมัติให้ AOT แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ AOT ทั้ง 5 แห่ง
โดยแนวทางการแก้ไขในแต่ละท่าอากาศยาน ดังนี้
1. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
AOT ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ตามหลักการ เรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 232.90 บาทต่อคน) และมีการเติบโตในอัตราร้อยละ 5 ทุกปีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง AOT ได้เจรจาทำให้ได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 35 ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า AOT มีโอกาสในการมีรายได้เพิ่มเติมในกรณีที่สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิมที่เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 20 ตลอดอายุสัญญา
ขยายระยะเวลาของสัญญาออกไปอีก 2 ปี ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนา ทสภ.ที่คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างในส่วนของอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) แล้วเสร็จในช่วงปี พ.ศ.2575 การขยายระยะเวลาของสัญญาดังกล่าวจะครอบคลุมช่วงที่ต้องปิดซ่อมแซมพื้นที่ทุกส่วนในอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ผู้ประกอบการ KPD ใช้ดำเนินกิจการอยู่ในปัจจุบัน ระหว่างปี พ.ศ.2575 – 2578 ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว คาดว่าจะไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้าร่วมประมูล ดังนั้น การขยายอายุสัญญาจึงมีความจำเป็นเพื่อให้ ทสภ.สามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในระหว่างการทยอยปิดซ่อมแซมอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบันได้อย่างราบรื่น
2. ท่าอากาศยานดอนเมือง
AOT ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตร (โดยคิดเป็น 39,187.76 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน) และเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ที่ร้อยละ 20 ตามสัญญาเดิม และหากอัตราการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารกลับมาเกินร้อยละ 100 AOT จะกลับไปใช้อัตราค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตรตามที่เคยตกลงไว้ก่อนหน้า
ขยายระยะเวลาของสัญญา เนื่องจากตามแผนพัฒนาท่าอากาศยาน ผู้ประกอบการปัจจุบันมีความจำเป็นต้องย้ายไปให้บริการ ณ อาคารผู้โดยสาร 3 และรื้อถอนการลงทุนในอาคารผู้โดยสารเดิมออก ผลการศึกษาพบว่าหากมีการลงทุนในพื้นที่ใหม่สำหรับธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดอากรจะมีระยะเวลาการประกอบกิจการ ที่เหมาะสมจากการลงทุนใหม่นั้นประมาณ 5 ปี
ดังนั้น การขยายระยะเวลาของสัญญาที่เหมาะสมและสร้างแรงจูงใจ ในการย้ายอาคารผู้โดยสาร คือ 5 ปี (นับรวมอายุสัญญาคงเหลือ) กล่าวคือ หากระยะเวลาจากสัญญาเดิมเหลือ 3 ปี ในวันที่อาคารผู้โดยสาร 3 แล้วเสร็จ ระยะเวลาคุ้มทุนคือ 5 ปี ดังนั้น ระยะเวลาที่เหมาะสมในการขยายสัญญาอยู่ที่ 2 ปี อย่างไรก็ตาม หากการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร 3 ล่าช้าออกไปจนทำให้สัญญาประกอบกิจการของ KPD ณ ทดม. ปัจจุบันคงเหลืออายุสัญญาไม่ถึง 1 ปี ณ วันเปิดอาคารผู้โดยสาร 3 อย่างเป็นทางการ AOT ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณายกเลิกสัญญาของ KPD ปัจจุบัน เพื่อเปิดประมูลใหม่
3. ท่าอากาศยานภูเก็ต, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ท่าอากาศยานภูมิภาค)
AOT ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MG) ตามหลักการ เรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 129.67 บาทต่อคน และมีการเติบโตในอัตราร้อยละ 5 ทุกปีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2573 เนื่องจากสภาพการใช้จ่ายของผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานภูมิภาค และปริมาณผู้โดยสารปรับตัวลงอย่างมากภายหลังสถานการณ์โควิด-19 หรือเทียบเท่าค่าเฉลี่ยตลอดสัญญาที่ 134.70 บาท ต่อคน)
อีกทั้ง ทอท.ได้เจรจาทำให้ได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 35 ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน เมื่อบรรลุเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับ ทสภ. ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทอท.มีโอกาสในการมีรายได้เพิ่มเติมในกรณีที่สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิม ที่เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 20 ตลอดอายุสัญญา
ทั้งนี้ ภายหลังการแก้ไขสัญญาแล้ว ในอนาคตหากธุรกิจกลับมาเหมือนเดิมตามข้อเสนอการดำเนินงาน กิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Proposal) ของ KPD ทอท.ขอสงวนสิทธิ์ที่จะขอเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนเดิม ตามที่ KPD เสนอใน Proposal
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ คาดจากสัญญาเดิม MG 371 บาทต่อหัว และผู้โดยสารขาออกสุวรรณภูมิ 26.7 ล้านคน ในปี 2568 และคาด 28.1 ล้านคน (+6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ทำให้คาดรายได้ KPD สุวรรณภูมิ 6.6 พันล้านบาท ในปี 2569 โดยใส่ในโมเดล 5.1 พันล้านบาท (คิดจาก revenue sharing 20%)
ดังนั้น ถือว่าสัญญาใหม่จะมีรายได้และกำไรดีกว่าที่ใส่ในโมเดลประมาณ 5% ส่วนเรื่องค่าบริการผู้โดยสารขาออกในสนามบิน (PSC) ใส่เข้าไปแล้วคือ +200 บาท ผู้โดยสาร inter, +100 บาท domestic ถ้าผลออกวันนี้ คือ +300 บาท ผู้โดยสาร inter (ตามข่าวในหลายสำนักพิมพ์) จะมี upside กำไรอีก 3-5% รวม ๆ 2 เรื่องนี้น่าจะมี upside กำไรให้ บล.บัวหลวง เป็น 10% คือ จากราคาเป้าหมายของ บล.บัวหลวง ในปัจจุบันที่ 47 บาท ไปเป็น 52 บาท โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ”
Most Viewed
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
Updated 16 hours ago
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
Updated 18 hours ago
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
Updated 17 hours ago
Stock of the Day
ประเทศไทย จาก “Sick Man of Asia” สู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน AI ดาวรุ่ง? Bloomberg ชี้โอกาสรับย้ายฐานผลิต หนุนไทยขึ้นแท่นฐานลงทุนโลก
Updated 1 day ago
News Highlight
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ใช้กระป๋องน้ำอลูมิเนียมรีไซเคิลได้ 100%
Updated 19 hours ago
Follow Us
News Update
