Official Update :

SHR ลุ้นปี 68 ผลงาน ทำสถิติสูงสุดใหม่ แม้เงินบาทแข็งกดรายได้พลาดเป้า เล็งขายสินทรัพย์ UK หนุนอัตราทำกำไรเพิ่ม

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า กดดันรายได้จากธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศหลายแห่ง ผู้ประกอบการโรงแรมไทยที่มีพอร์ตลงทุนกระจายไปหลายภูมิภาคอย่าง บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ยังคงเดินหน้าปรับตัวเชิงกลยุทธ์เพื่อรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง


นายอิศรินทร์ ภัทรมัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เปิดเผยว่า ภาพรวมรายได้ปี 2568 อาจต่ำกว่าเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ที่ 11,000 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า กดดันรายได้จากต่างประเทศซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 75% ของพอร์ตทั้งหมด


ทั้งนี้ บริษัทคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานหลัก (Operating Profit) ในปี 2568 ยังมีแนวโน้มเติบโตดีและอาจทำสถิติสูงสุดใหม่ ส่วนปี 2569 มองว่ายังมีทิศทางที่ดีต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของอัตราการเข้าพักในหลายประเทศและผลของการรีโนเวทโรงแรมที่ทยอยรับรู้เต็มปี


โดยโรงแรมในประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะโรงแรมในภูเก็ตที่เพิ่งรีโนเวทเสร็จปลายปี 2567 และเปิดให้บริการต้นปี 2568 ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ของปีนี้เติบโตโดดเด่นที่สุดในพอร์ตหลังอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) กระโดดขึ้นกว่า 30% จากอานิสงส์ทำเลลากูน่าที่ได้รับความนิยมสูงจากนักท่องเที่ยวรัสเซียและยุโรป


แม้ตลาดจีนจะชะลอตัวแต่ด้วยสัดส่วนลูกค้าจีนเพียง 3% จึงมองว่าไม่กระทบภาพรวม ขณะที่สมุยและพีพีมีพัฒนาการเชิงบวกเช่นกัน โดย RevPAR ของโรงแรมทั้ง 4 แห่งในไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยราว 20% ในปี 2568 หนุนจากอัตราการเข้าพักที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 70% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ


สำหรับโรงแรมในมัลดีฟส์ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากทำเล Cross Roads ที่เดินทางสะดวก ประกอบกับเทรนด์การท่องเที่ยวที่หันมานิยมรีสอร์ตที่ไม่ต้องต่อ Seaplane ทำให้ SAii และ Hard Rock ได้รับอานิสงส์เต็มที่ โดยปีนี้มัลดีฟส์มีสถิตินักท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ และการขยายเทอร์มินัลสนามบินใหม่ที่เปิดใช้ปลายปีนี้จะยิ่งเพิ่ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว


ในปี 2569 บริษัทจึงมีแผนลงทุนเพิ่ม Overwater Villa อีก 14 ห้อง โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 200–300 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของของนักท่องเที่ยว โดยปัจจุบัน SAii มีห้องพักแบบ Overwater Villa จำนวน 20 ห้อง ซึ่งมีการเข้าพักเกือบเต็มตลอดทั้งปี โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2568 และคาดว่าจะเห็นผลเชิงรายได้ในปี 2570 และช่วยผลักดัน RevPAR ให้เพิ่มขึ้น


ส่วนโรงแรมในสาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิยังคงเป็น Cash Cow สำคัญของพอร์ต โดยสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากอัตราการเข้าพักที่สูงเฉลี่ยกว่า 80–90% ตลอดทั้งปี และยังช่วยบาลานซ์ฤดูกาลระหว่างไทยและมัลดีฟส์ได้เป็นอย่างดี โดยจุดแข็งของฟิจิมาจากฐานนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอเมริกาเหนือที่เดินทางสม่ำเสมอ ทำให้บริษัทเตรียมขยายห้องพักเพิ่มอีกประมาณ 20 ห้อง เพื่อรองรับดีมานด์ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง


ด้านโรงแรมในสหราชอาณาจักร (UK) บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นพัฒนาสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงในเมืองหลัก เช่น เอดินบะระ กลาสโกว์ แมนเชสเตอร์ เลสเตอร์ และไบรตัน การรีแบรนด์โรงแรมบางแห่งไปสู่เครือ Ascott ได้รับผลตอบรับดี โดย RevPAR เติบโตราว 10% แม้ตลาด UK จะมีความผันผวนน้อยกว่าประเทศอื่นก็ตาม


“บริษัทตั้งเป้าว่าการยกระดับโรงแรมทั้ง 6 แห่งที่เป็นคีย์พอร์ตจะช่วยเพิ่มรายได้อย่างน้อย 20% ขณะเดียวกันก็มีการพิจารณาขายสินทรัพย์ UK ในกลุ่มโรงแรมที่ Underperform เพื่อลดภาระหนี้และปรับโครงสร้างพอร์ตให้อัตราการทำกำไรสูงขึ้น”


ขณะเดียวกันบริษัทยังคงมองหาโอกาสเข้าซื้อกิจการโรงแรมที่มีศักยภาพในประเทศไทย โดยเฉพาะโรงแรมขนาดมากกว่า 100 ห้องในกลุ่ม Beach Destination และกรุงเทพฯ คาดว่าจะเกิดการซื้อขายช่วงปลายปี 2569 ทั้งนี้ บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 2,000–3,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องรอขายสินทรัพย์ใน UK เนื่องจากระดับ Leverage ของบริษัทยังต่ำมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้รองรับการขยายพอร์ตได้ในระยะกลาง


ในส่วนของฐานะการเงินของบริษัทยังมีความแข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนเพียงประมาณ 0.8 เท่า ขณะที่เงินกู้ที่ต้องชำระดอกเบี้ยอยู่ระดับ 1,300 ล้านบาท ทำให้บริษัทอาจไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่ในช่วงปี 2568–2569 ยกเว้นกรณี Roll Over หุ้นกู้ที่ครบกำหนดในปี 2569 ซึ่งช่วยให้ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และสอดรับกับแผนลงทุนระยะถัดไป