มหากาพย์ JKN ฝันร้าย (อีกแล้ว) ของนักลงทุน
โดนหมดไม่ว่าหุ้นกู้หรือหุ้นสามัญ!! กับประเด็นร้อน JKN ที่มาเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง สำหรับชื่อของ "แอน-จักรพงษ์" กรณีถูกออกหมายจับ หลังเจ้าตัวไม่ยอมเข้าฟังคำพิพากษาในคดีฉ้อโกงหุ้นกู้มูลค่า 30 ล้านบาท และในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองก็มีกระแสข่าวว่าเจ้าตัวได้ทำการหนีออกนอกประเทศไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย!!
ไม่พอ ก.ล.ต. ยังออกมาชี้แจงว่า ไม่มีอำนาจสั่งห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ เหมือนเป็นการยอมรับกลายๆว่าเจ้าตัวอาจจะไม่ได้อยู่ในประเทศแล้วจริงๆอีกด้วย
จึงทำให้เกิดเป็นคำถามตามมามากมายในแวดวงตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ?
อำนาจของ ก.ล.ต. ปกป้องนักลงทุนได้จริงหรือ?
หรือจะต้องเป็นนักลงทุนรับจบ (หรือรับเจ็บ) แบบนี้ไปเรื่อยๆ?
Wealthy Thai จะเกาะติดคำถามเหล่านี้อย่างใกล้ชิด แต่ในวันนี้ที่ยังไม่มีวี่แววของคำตอบจากผู้มีอำนาจ Wealthy Thai จะพาย้อนไทม์ไลน์มหากาพย์พฤติการณ์ของ "แอน-จักรพงษ์" และที่มาที่ไปว่าฝันร้ายของนักลงทุน เกิดแล้ว เกิดอีก เกิดต่อไป ได้อย่างไร อีกแล้ว
สรุปไทม์ไลน์ "แอน-จักรพงษ์" จากจุดสูงสุดสู่วันที่ยากจะถอนตัว
1.การปรากฏตัวของ “แอน-จักรพงษ์” และหุ้นสื่อน้องใหม่ JKN (30 พ.ย. 2560)
ชื่อของ “แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ของ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2560 กับภาพจำของผู้ก่อตั้งบริษัทและ CEO หญิงข้ามเพศสุดสตรอง โดยในช่วงเริ่มต้นนั้น ธุรกิจหลักของ JKN คือการนำเข้าและจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างประเทศ (โดยเฉพาะซีรีส์อินเดีย) ก่อนจะขยายสู่ธุรกิจสื่อและธุรกิจขายสินค้า (Content Commerce)
และจุดสูงสุดที่สร้างความฮือฮาและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือในเดือนตุลาคม 2565 เมื่อ JKN ประกาศเข้าซื้อกิจการ Miss Universe Organization (MUO) ด้วยเงินกว่า 800 ล้านบาท ทำให้ แอน-จักรพงษ์ กลายเป็นผู้หญิงข้ามเพศคนแรกที่เป็นเจ้าของเวทีนางงามระดับโลก
2.จุดเริ่มต้นวิกฤติการเงินสู่ฝันร้ายนักลงทุน (ธ.ค. 2563)
ออกเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2563 JKN ได้ออกหุ้นกู้รุ่น JKN239A ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 6.60% ต่อปี มีมูลค่าเสนอขายรวมประมาณ 600 ล้านบาท และมีวันครบกำหนดไถ่ถอนเดิมคือวันที่ 1 ธ.ค. 2566
อย่างไรก็ดี ในวันครบกำหนดไถ่ถอนดังกล่าว JKN ไม่สามารถชำระคืนเงินต้นได้ทั้งจำนวน โดยมีการชำระคืนเงินต้นเพียงบางส่วนและดอกเบี้ยทั้งหมด ทำให้มีเงินต้นค้างชำระอยู่ประมาณ 443-451 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการ “ผิดนัดชำระหนี้” ตามข้อกำหนดสิทธิ
ต่อมาในเดือนกันยายน 2566 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้มีมติอนุมัติให้ขยายวันครบกำหนดไถ่ถอน ออกไปเป็นวันที่ 23 ก.พ. 2567 พร้อมทั้งปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็น 7.00% ต่อปี อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดใหม่ JKN ก็ยังคงไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ ส่งผลให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ต้องแจ้งให้บริษัทชำระหนี้ทั้งหมด
ขณะที่ JKN ได้ชี้แจงว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากบริษัทได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และอยู่ภายใต้สภาวะพักชำระหนี้ ตามคำสั่งศาล
หุ้นกู้รุ่น JKN239A จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นฝันร้ายของนักลงทุนที่ชี้ให้เห็นว่า JKN กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการผิดนัดชำระหนี้ในหุ้นกู้รุ่นอื่น ๆ ตามมาถึง 7 รุ่น คิดเป็นมูลค่าหนี้คงค้างรวมประมาณ 3,200-3,300 ล้านบาท
3.การขอฟื้นฟูกิจการ (พ.ย. 2566)
เพื่อจัดการกับปัญหาหนี้สินและสภาพคล่อง JKN จึงได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในเดือน พ.ย. 2566 เพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตามกฎหมาย
4.การเปิดเผยข้อมูลเท็จ (ต.ค. 2566 - ม.ค. 2567)
ในช่วงปลายปี 2566 ถึงต้นปี 2567 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เข้ามาตรวจสอบและพบว่า แอน-จักรพงษ์ ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนต่อสาธารณะและนักลงทุน เกี่ยวกับการขายหุ้น 50% ของบริษัทที่ทำธุรกิจ MUO โดยมีการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงและช่วงเวลาที่เกิดขึ้น
5.บทลงโทษทางแพ่งจาก ก.ล.ต. (เม.ย. 2568)
จากกรณีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จดังกล่าว ในเดือน เม.ย. 2568 ทาง ก.ล.ต. ได้สั่งลงโทษ ทางแพ่งแก่ JKN และ แอน-จักรพงษ์ โดยการปรับเงินและสั่งห้ามบริหารในตำแหน่งผู้บริหารและกรรมการบริษัทเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี
6.การกล่าวโทษคดีอาญาเรื่องตกแต่งบัญชี (มิ.ย. 2568)
วิกฤตยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อเดือน มิ.ย. 2568 ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษ แอน-จักรพงษ์ พร้อมกับผู้บริหารและบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 3 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในข้อหาร่วมกันตกแต่งงบการเงิน ประจำปี 2566 และเอกสารบัญชีไตรมาส 1/67 ของ JKN ซึ่งเป็นการดำเนินคดีทางอาญา
7.หมายจับคดีฉ้อโกงและข่าวลือย้ายประเทศ (พ.ย. 2568 - ล่าสุด)
เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความตกตะลึงคือในเดือน พ.ย. 2568 ศาลได้ออกหมายจับ แอน-จักรพงษ์ เนื่องจากไม่มาฟังคำพิพากษาในคดีฉ้อโกงหุ้นกู้ มูลค่า 30 ล้านบาท โดยศาลเห็นว่ามีพฤติการณ์จงใจหลบหนี ซึ่งในช่วงเดียวกันนี้ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าเธอได้ย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ (เม็กซิโก) แล้ว ทิ้งให้ผู้เสียหายต้องรอคอยความรับผิดชอบโดยสูญเปล่า
กระแสสังคมตั้งคำถามสำคัญถึงผู้มีอำนาจในตลาดทุนไทย
ภายหลังการประกาศผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของ JKN ได้เกิดข้อกังขาในหมู่นักลงทุนและสาธารณชนเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการรับประกันวงเงินหุ้นกู้ โดยมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและมาตรการการกันวงเงินสำรองเพื่อชำระหนี้จากทรัพย์สินของบริษัทอย่างเพียงพอตามที่ได้มีการกล่าวอ้างไว้หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวได้นำไปสู่การเรียกร้องให้สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้อำนาจกำกับดูแลในการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและดำเนินการที่จำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในตลาดทุนโดยรวม
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามที่สำคัญซึ่งยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงในวงกว้างถึงมาตรการป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศของผู้บริหารหรือผู้กระทำความผิดในคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน โดยเกิดเป็นคำถามสำคัญต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เกี่ยวกับขอบเขตอำนาจที่พึงกระทำได้ อาทิ
1.อำนาจในการดำเนินการทางปกครอง
-
ก.ล.ต. มีอำนาจตามกฎหมายหลักทรัพย์ฯ ในการสั่งห้ามผู้กระทำความผิดในคดีร้ายแรงเดินทางออกนอกประเทศได้โดยตรงหรือไม่? หากไม่มีอำนาจโดยตรง กลไกการประสานงานกับหน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในการขอหมายห้ามออกนอกประเทศ หรือการใช้มาตรการ "อายัดตัว" (Hold Order) ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ก.ล.ต. สามารถดำเนินการเพื่อให้ทันท่วงทีกับสถานการณ์การหลบหนีที่อาจเกิดขึ้นได้หรือไม่?
2.มาตรการเชิงป้องกันและชั่วคราว
-
ก.ล.ต. สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อสั่งให้ผู้กระทำความผิดในตลาดทุนวางหลักประกัน (Bail/Surety) หรือมีคำสั่งจำกัดอิสรภาพชั่วคราว ในระหว่างการสอบสวนหรือระหว่างรอการดำเนินคดีได้หรือไม่?
-
ในกรณีที่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำความผิด แต่คดียังไม่ถึงขั้นฟ้องศาล ก.ล.ต. มีอำนาจในการขอความร่วมมือจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อเฝ้าระวังหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้กระทำความผิดเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันการทำลายหลักฐานหรือการหลบหนีออกนอกประเทศได้หรือไม่?
3.ประสิทธิภาพในการประสานงานคดีอาญา
-
เมื่อ ก.ล.ต. ดำเนินการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) แล้ว กลไกในการติดตามคำร้องขอออกหมายจับหรือหมายห้ามออกนอกประเทศ เป็นอย่างไร? มีกระบวนการเร่งรัดในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการหลบหนีของผู้ต้องหาหรือไม่?
ประเด็นเหล่านี้จึงไม่ควรเป็นเพียงการเดือดร้อน ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ของนักลงทุน ที่สุดท้ายก็ต้องไปรับผิดชอบวิบากกรรมกันเอาเอง แต่ควรจะถึงเวลาได้แล้วหรือไม่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลตลาดทุนไทยอย่าง ก.ล.ต. และ ตลท. จะต้องพิจารณาประสิทธิภาพและกระบวนการในการดำเนินงานที่จะปกป้องนักลงทุนไม่ให้ต้องเสียหายซ้ำซากในขณะที่ผู้กระทำผิดมีช่องทางหลบหนีได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่จะไม่เหลือความเชื่อมั่นกับตลาดทุนแห่งนี้อีกต่อไป...

