ส่องธุรกิจ 3 ค่ายมือถือ กับโอกาสทองที่กำลังจะมาถึง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนของหุ้นในกลุ่มผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือเป็น “มากกว่าตลาด” เพราะราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวซื้อ ขายในระดับต่ำหากเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเฉพาะตัวของทั้ง ADVANC,DTAC และTRUE ทำให้หุ้นกลับขึ้นไปได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นเราเชื่อว่าตลาดจะเริ่มมองหุ้น MobileOperators แตกต่างจากการเป็น Defensive เพียงอย่างเดียว


โดยราคาหุ้นในกลุ่ม Mobile Operators ซื้อ ขาย ใน zone ต่ำ ADVANC บน EV/EBITDA ที่ 6.6 เท่า (-1.5SD ค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 57) ขณะที่ DTAC บน EV/EBITDA ที่ 5.3 เท่า (-0.5 SD ค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 57)  ส่วน TRUE บน EV/EBITDA ที่ 5.5 เท่า (-1.0 SD ค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 57) ดังนั้นแม้ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอจะยังกดดันให้ผลประกอบการของหุ้นอ่อนตัวในไตรมาส 3/64 แต่ราคาหุ้นมี Downside จำกัด


ทั้งนี้หากมองข้ามไตรมาส 3/64 รายได้กลุ่มจะเริ่มฟื้นตัวจาก 1.เศรษฐกิจต่างจังหวัดเข้าสู่จุดฟื้นตัวหลังVaccine ที่ฉีดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้เกิดการผ่อนคลายมาตรการคุ้มเข้มทางเศรษฐกิจ 2.รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งปกติคิดเป็นราว 3% ของมูลค่าตลาดรวมจะเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี64 เนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่ของกลุ่มTelecom เป็นต้นทุนคงที่ ทำให้การฟื้นตัวของรายได้จะหนุนให้กำไรขยายตัว


ในด้านการลงทุน ทั้ง ADVANC และ TRUE ลงทุนในคลื่น 5G และในโครงข่าย 5G ไปมากแล้ว แต่ยังใช้งานจำกัดบนฐานลูกค้า 5G รวมในตลาดที่เพียง 2 ล้านราย ทำให้เราคาดรอบการลงทุนหนักจะยังไม่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีจากนี้ ขณะที่ DTAC ยังลงทุนหนักไม่ได้เพราะต้องรอคลื่น 3500MHz ที่ยังไม่เปิดให้ประมูล ทำให้ภาพรวม CAPEX ในช่วงปี 65 ของอุตสาหกรรมจะเป็นขาลดลงต่อเนื่อง



ADVANC
มีขุมทรัพย์กว่า 3 แสนล้าน

เมื่อการที่รายได้ฟื้นตัว และกำไรขยาย แต่การลงทุนไม่หนักเท่าเดิมทำให้มีโอกาสสูงที่ผู้จะปรับเพิ่ม Payout Ratio ที่ปัจจุบันมีนโยบายการจ่ายปันผลอยู่ที่ 70% แต่จ่ายจริงที่ราว 75% โดยทุกๆการปรับเพิ่ม Payout ratio ของ ADVANC จะทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสปรับขึ้น อิงค่าเฉลี่ยในอดีต ราคาหุ้น ADVANC จะยืนที่เงินปันผลราว 4% ต่อปี หากสมมติปรับเพิ่มเป็น 90%  จะคิดเป็น DPS ที่ 8.47 บาทต่อหุ้น หากเกิดจริง ราคาหุ้นไปได้ถึงระดับ 211 บาทต่อหุ้น อิงสมมติฐาน Require Return ของตลาดอยู่ในระดับเดิมที่ 4%


นอกจากนี้จับตาการปรับโครงสร้างคณะกรรมการ ของ INTUCH หลัง GULF เข้ามาถือหุ้นใหญ่ หากการปรับโครงสร้างประสบความสำเร็จ เราคาดจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายเพิ่มเติมให้กับหุ้นในกลุ่ม INTUCH โดยเฉพาะ ADVANC นโยบายที่สำคัญที่จะเป็นแรงส่งต่อราคาหุ้นคือการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน ปัจจุบัน ADVANC มีสินทรัพย์โทรคมนาคมไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท หากADVANC เลือกที่จัดตั้งกอง Infra-fund จะทำให้มีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษออกมาได้ไม่ยาก คงคำแนะนำ ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 220 บาท



DTAC
ราคายังถูกไปสำหรับโอกาส

กระแสข่าว Telenor อาจ Exit ออกจากประเทศไทย ปัจจุบันทาง DTAC ได้ออกมาปฏิเสธไปแล้ว อย่างไรก็ดีตลาดดูเหมือนจะเลือกเก็งกำไรกับประเด็นดังกล่าวต่อเนื่อง ในความเห็นของเรา เราประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นดังนี้ หากไม่มีความคืบหน้าของการประมูลคลื่น 3500MHz มีโอกาสที่ Telenor อาจพิจารณาถอยออกจากตลาดไทย เนื่องจากการแข่งขันในตลาดโดยไม่มีคลื่นสำหรับให้บริการ 5Gอย่างเพียงพอในยุค 5G ที่กำลังเข้ามาถึงจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันเสียเปรียบเกินไป


แต่อย่างไรก็ตามหากภาครัฐเปิดให้มีการประมูล 3500MHz เชื่อว่า Telenor น่าจะยังให้ Commitment กับตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะความสามารถในการแข่งขันของ DTAC จะกลับมาอีกครั้ง และยังเป็นบริษัทที่สร้างกระแสเงินสดได้อีกมาก ขณะที่ หาก Telenor เลือกที่จะขายกิจการในไทยในทุกกรณี เราคาดมูลค่าดีลไม่ควรต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เนื่องจากตลาดประมูลคลื่น 5G ที่ไม่มีฐานลูกค้าและโครงข่ายรวมกัน 1 แสนล้านบาท (หรืออย่างน้อย42 บาทต่อหุ้น) ขณะที่ DTAC มีลูกค้าในมือ19 ล้านเลขหมาย โครงข่ายพร้อมใช้งานทั่วประเทศและคลื่น 700MHz 900MHz 1800MHz 2100MHz และยังมีสัญญาเช่าคลื่น 2300MHz อยู่บนมือ


ทั้งสองกรณีที่ Telenor เลือก Exit หรือ เลือกสู้ต่อและเข้าประมูลคลื่น 3500MHz เชื่อว่าราคา DTAC พร้อมตอบสนองเชิงบวกทั้งหมด ความเสี่ยงกรณีที่อาจทำให้ราคาหุ้นปรับลดคือการที่ Telenor เลือกจะไม่ออกจากไทย แล้วไม่ยอมลงทุนในคลื่น 3500MHz และเลือกลดต้นทุนเพิ่มต่อเนื่อง


โดยหากเกิดขึ้นจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันสู้คู่แข่งไม่ได้และผลประกอบการอ่อนแอยาวนาน ความน่าจะเป็นในกรณีดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อยในมุมมองของเรา สัญญาณที่กรณีนี้จะเกิดขึ้นคือ กสทช.เปิดการประมูล 3500MHz แล้ว DTAC เลือกที่จะไม่เข้าร่วม


อย่างไรก็ตามหาก DTAC เลือกที่จะขายกิจการ เชื่อว่าทั้ง ADVANC และ TRUE รวมถึงผู้เล่นนอกอุตสาหกรรมรายอื่นจะให้ความสนใจ อย่างไรก็ดี หาก ADVANC และ TRUE เข้าซื้อกิจการ จะมีความเข้มข้นของตลาด หรือ HHI Index ที่สูงเกินกว่าข้อกำหนด บนความเข้าใจปัจจุบันของเรา การซื้อกิจการจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความเห็นของ กสทช. ในท้ายที่สุด ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม คงคำแนะนำ “ซื้อ” DTAC ที่ราคาเหมาะสม 39 บาทต่อหุ้น ราคาหุ้นปัจจุบันยังถูกเกินไป สำหรับสองกรณีที่ดี



อย่ามองข้าม
TRUE

TRUE มีความน่าสนใจเฉพาะตัว แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/64 ขาดทุนที่ 609 ล้านบาท ยังไม่ฟื้นแต่การควบคุมต้นทุนเริ่มทำได้ดีขึ้นทั้งในระดับ COGs และ SG&A และเป็นการลดต้นทุนติดต่อกันสองไตรมาสแล้ว ขณะเดียวกัน TRUE อยู่ระหว่างการขอเจรจากับ NTเพื่อลดค่าเช่าคลื่น 850MHz ภายใต้สัญญา Wholesale Resale Agreement เนื่องจาก TRUE มีคลื่นในมือจำนวนมากแล้ว การใช้ Capacity บน 850MHz ที่มีราคาสูงอาจไม่สมเหตุสมผล


อย่างไรก็ตามแม้ TRUE ไม่เคยเปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายการใช้คลื่น 850MHz ภายใต้สัญญาดังกล่าวเราคาดค่าใช้จ่ายรายปีที่ระดับ4-6 พันล้านบาท ซึ่งหากมีการลดต้นทุนได้บางส่วน มีโอกาสเกิดการ Turnaround ผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญจะเกิดขึ้นทันทีเราคาดโอกาสต่อรองได้สูง โดยกรณีที่ต่อรองไม่ได้สัญญา Wholesale-Resale จะจบลงในปี 68 ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะหายไปหากไม่ได้ต่อสัญญาดังนั้นในระยะยาวเราเชื่อว่า TRUE จะกลับมาทำกำไรไม่ยาก


สำหรับกรณีหาก TRUE เกิดสนใจเข้าซื้อ DTAC แม้งบดุลอ่อนแอแต่เราเชื่อว่า TRUE สามารถเพิ่มทุนเพื่อ Financing ธุรกรรมดังกล่าวและไม่น่ากังวลกับ Dilution เพราะจะได้ผลบวกจากการรวมตลาดที่เป็นผลบวกระยะยาวมากกว่า แต่หาก Telenor ไม่สนใจขายกิจการ เรามองว่า TRUE ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนอีก แม้ฐานหนี้จะสูงแต่ กระแสเงินสด ของกลุ่มจะทยอยดีขึ้นในระยะถัดไป หลังผ่านการลงทุนหนักใน 5G ไปแล้ว หุ้นมีโอกาสฟื้นตัวตามกลุ่มสื่อสารไม่ยาก



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่