นายกฯ ยุบสภา “คืนอำนาจประชาชน” Election Rally มา–แต่เศรษฐกิจอาจชะงัก สถิติชี้เงินทุนต่างชาติเสี่ยงไหลออก 10,000 ล้าน แนะหลบภัยหุ้นปันผล-REIT–AntiCommodity
ประเด็นดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อาจเกิดความไม่แน่นอน โดยเปิดภาคเช้าวันนี้ (12 ธ.ค. 68) ตลาดหุ้นไทยดีดตัวขึ้น แม้จะมีช่วงที่ย่อตัวลง แต่ภาพรวมยังเคลื่อนไหวในแดนบวก ล่าสุดดัชนี SET Index อยู่ที่ระดับ 1,255.75 จุด เพิ่มขึ้น 2.21 จุด หรือ +0.18%
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า นายกฯ ประกาศยุบสภาฯ หลังจากสภาฯ มีการถกเถียงเรื่องการลดอำนาจ ส.ว. ที่มีส่วนแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยโหวตเห็นชอบให้คงเสียง ส.ว. สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ 1 ใน 3 เหมือนเดิม ทำให้หัวหน้าพรรคประชาชนกดดันให้นายกฯ ประกาศยุบสภาฯ เพราะขัดเงื่อนไข MOA ซึ่งหลังจากนายกฯประกาศยุบสภาฯ และได้รับโปรดเกล้าฯ แล้ว จะต้องเลือกตั้งภายใน 45 วัน และไม่เกิน 60 วัน
โดยคาดการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นช่วงปลายเดือน ม.ค. หรือต้นเดือน ก.พ. 2569 เรามองเป็นกลางเชิงลบต่อประเด็นดังกล่าว แม้การยุบสภาฯ เร็วจะหนุนให้เกิด Election Rally เร็วขึ้น แต่ต้องแลกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณที่ขาดความต่อเนื่อง
อีกทั้งยังสร้างความกังวลในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย ซึ่งปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยถือเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจและการเมืองไทยในปัจจุบัน ระหว่างรอติดตามกำหนดวันเลือกตั้งจาก กกต.
แนะนำพักเงินในกลุ่ม REITs, AntiCommodity จากราคาน้ำมันที่พักตัวลง, และหุ้นปันผลดีสม่ำเสมอ เช่น ธนาคารพาณิชย์ และ สื่อสาร ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง อาจพิจารณาเก็งกำไรหุ้นที่มักได้ผลดีจากการทำบัตรเลือกตั้งเช่น TKS
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า วันนี้ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ.2568 เตรียมเดินหน้าเลือกตั้งใหม่ ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ซึ่งวันสุดท้ายที่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ไม่เกินวันอังคารที่ 10 ก.พ.69 (12 ธ.ค. + 60 วัน)
ทั้งนี้ ตามประเพณีปฏิบัติของไทย การเลือกตั้งทั่วไป มักจะถูกกำหนดให้เป็น “วันอาทิตย์” ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ (หากไม่มีการเลื่อน/ยกเลิก) อาจเป็นวันที่ 1 ก.พ.69 หรือ 8 ก.พ.69
ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจเกิดความไม่แน่นอนขึ้นในหลายประเด็น อาทิ การเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2, โครงการ TISA, นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท ตลอดทั้งวัน, MEGA PROJECT ใหม่ๆ รวมถึงการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และการเจรจาภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ เป็นต้น
ทำให้ไตรมาส 4/68 มีความเสี่ยงมากขึ้นจากนโยบายชะงักงันก่อนเลือกตั้งใหม่อาจกดดันความเชื่อมั่น และกรณีที่ GDP GROWTH ไทย โตต่ำกว่า 0.6% จากปีก่อน มีโอกาสเห็นภาพ TECHNICAL RECESSION ได้ (GDP ติดลบต่อกัน 2 ไตรมาส)
ขณะที่สถิติการยุบสภาในอดีตต่อค่าเงินบาท ในช่วง 1 เดือนก่อน และ 1 เดือนหลังการยุบสภา โดยค่าเงินบาทมีความผันผวนทั้งก่อนและหลังการยุบสภา มีแนวโน้มอ่อนค่าเล็กน้อย โดยเฉลี่ยทั้งก่อนและหลังการยุบสภา ราว 0.8% และ 0.6% ตามลำดับ อีกทั้งในช่วง 1 เดือนนี้ ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่า 2% ยิ่งเป็นแรงส่งให้สามารถดีดตัว หรืออ่อนค่าลงได้บ้าง
ส่วนสถิติหลังการยุบสภา 1 เดือน ต่อ FLOW ต่างชาติเงินทุนไหลออก (NET SELL) เกิดขึ้นบ่อยครั้งหลังการยุบสภาไหลออก : เกิดขึ้น 5 ครั้ง จาก 6 ครั้ง มีค่าเฉลี่ยไหลออกสุทธิ -10,859 ล้านบาท
ด้านภาพการเคลื่อนไหวของ SET ในอดีตตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ถึง 2566 ผลตอบแทนของ SET หลังยุบสภา 1 เดือน มีค่าเป็นลบแทบทุกครั้ง ยกเว้นครั้งเดียวในปี 2556 ค่าเฉลี่ย : ผลตอบแทน SET หลังยุบสภา 1 เดือน เฉลี่ยติดลบ -6.7%
โดยสรุปแล้วสถิติในอดีตชี้ให้เห็นว่า การยุบสภามักส่งผลกระทบในเชิงลบต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น และทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออก
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้เลือก
- SCB (ปันผลสูงราว 8%, เผชิญแรงขายของกอง LTF น้อย)
- ERW (PE ถูกเมื่อเทียบกับตัวเองในอดีต, EARNING CYCLE ดีต่อเนื่อง)
- TOP (เกิดความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่, อากาศที่หนาวขึ้น หนุนการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น)
