Official Update :

2 หุ้นเด่นน่าสะสม รับกระแส Pent Up Demand

หลังจากภาครัฐได้คลายล็อกดาวน์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมามีความคึกคักกันอีกครั้ง โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ที่ผู้คนทะลักเข้าไปใช้บริการอย่างหนาแน่น จึงทำให้เกิด Pent Up Demand หรือ ความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการที่ผู้บริโภคต้องการจับจ่ายใช้สอย โดยครั้งนี้ทีมข่าวจะพานักลงทุนมาหาคำตอบว่าหุ้นไหนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจาก Pent Up Demand


สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่มีความเห็นว่า การผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ในพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม 29 จังหวัด เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายในภาคบริการและการใช้ชีวิตนอกบ้าน


ทั้งนี้เห็นได้เด่นชัดมากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนภาวะ Pent-up Demand ที่ อัดอั้นมาตลอดช่วงการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์เดลต้า ซึ่งพบว่า Apple Mobility Index เร่งตัวกลับสู่ระดับเทียบเคียงกับช่วงปลายเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันอยู่ที่ระดับ 4-5 พันราย


นอกจากนี้คาดว่าแนวโน้มการเกิด Pent-up Demand ในประเทศไทย หลังการผ่อนคลาย มาตรการล็อคดาวน์น่าจะคงอยู่อย่างน้อยจนถึงช่วงเดือน ต.ค. – พ.ย. หรือประมาณ 2-3 เดือน นับจากวันที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการควบคุม COVID-19 ในวันที่ 1 ก.ย.


จากบทเรียนของประเทศในภูมิภาค Asean ประกอบด้วย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย พบว่า หลังจากที่ดัชนีความเข้มงวดของมาตรการควบคุมโรค (Stringency index) ปรับตัวลดลง (สะท้อนการผ่อนคลายมาตรการจากทางภาครัฐ) ส่งผลให้ Apple Mobility Index ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนหลังจากนั้น


นอกจากนี้หากพิจารณาแนวทางและการส่งสัญญาณจากภาครัฐก็ล้วนแต่เป็นภาพที่สอดคล้องกับมุมมองดังกล่าว ทั้ง 1.ในที่ประชุม ศบค.ชุดเล็กเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เริ่มให้ผ่อนคลายการคมนาคมให้รถโดยสารสาธารณะเปิดบริการได้ถึง 22.00 น.ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่การยกเลิกเคอร์ฟิวในช่วงถัดไป


และ 2.แนวทางของกระทรวงสาธารณะสุข “COVID-Free” นั่นคือ การเข้าใช้บริการร้านค้าที่สาธารณะจำเป็นต้องมีผลตรวจ ATK เป็นลบ ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรายได้ระดับกลาง-บน ที่มีกำลังซื้อสูง และโดนผลกระทบจาก COVID-19 ไม่มาก


หุ้นกลุ่มการบริโภคในประเทศน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่มีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มรายได้ระดับกลางบน Top Picks ให้ CPN และKTC


CPN (ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 60 บาท) ภาวะ Pent-up Demand ที่เกิดขึ้นน่าจะกระตุ้นให้ประชาชนใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่ไม่ได้ทำในช่วงที่ล็อคดาวน์ อาทิเช่น การเดินห้าง การรับประทานอาหารที่ร้าน การจับจ่ายซื้อของ ซึ่งกระตุ้น Traffic ห้างสรรพสินค้าให้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด ร้านค้ากลับมาเปิดให้บริการ หนุนรายได้ค่าเช่าครึ่งหลังปี 64 ฟื้นตัว


KTC (ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 75 บาท) ฐานลูกค้าเป็นกลุ่มกลาง-บน ซึ่งโดนผลกระทบจาก COVID-19 ไม่มาก มีกำลังซื้อสูง หนุนให้การใช้จ่ายผ่านบัตรจะเร่งตัวจาก Pent-up Demand บวกกับ อาจมี Upside จากมาตรการภาครัฐที่อาจออกมาเพิ่มเติม เช่น ช้อปดีมีคืน



CPN คว้าสิทธิ์พัฒนา Block A หนุนการเติบโตระยะยาว

ทางด้านมุมมองนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากประเด็นที่ CPN คว้าสิทธิ์ชนะประมูลการพัฒนา Block A เขตพาณิชย์สยามสแควร์ของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย โดยมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 7 ไร่ 31 ตารางวา และเป็นสัญญาเช่าระยะเวลา 30 ปี ซึ่งจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้ง 


เรามองข่าวดังกล่าวเป็นบวกต่อแนวโน้มการเติบโตระยะยาวของ CPN เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ศูนย์การค้าที่สำคัญ แต่ยังไม่มีรายละเอียดในขณะนี้ นอกจากนี้ เราเชื่อว่า CPN คาดหวังการได้สัดส่วนการถือหุ้น 100% ใน SF ซึ่งจะทำให้มีอำนาจการบริหารอย่างเต็มที่ เนื่องจาก SF มีสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ (17 community malls and 1 super regional mall) ทั้งนี้สัดส่วนการถือหุ้นของ CPN ใน SF จะเป็นเท่าไร ขึ้นอยู่กับการทำ tender offer ที่จะเกิดขึ้นตามมา ในขณะนี้ เราแนะนำ ถือ โดยให้ราคาเป้าหมาย DCF ปี 2565 เท่ากับ 57.50 บาท


เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าวว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีประกาศจาก CPN เกี่ยวกับแผนดังกล่าว แต่จะมีคำชี้แจงจากบริษัทเมื่อเสร็จสิ้นการศึกษารายละเอียดโครงการ โดยคาดที่ดินจะถูกโอนภายในปี 65 และเพิ่มเพื่อที่ให้เช่าอีก 3.5 หมื่นตรม. สำหรับที่ดิน 7 ไร่ (พื้นที่สำหรับพัฒนา 5 ไร่)


แม้การแข่งขันในบริเวณดังกล่าวจะค่อนข้างสูง แต่ยังขาด community mall ซึ่งเหมาะกับขนาด และพื้นที่ของแปลงดังกล่าว รวมถึงยังมีความเชี่ยวชาญจาก SF ที่เพิ่งถูกซื้อมาก่อนหน้านี้ โดยพื้นที่ดังกล่าวจะเพิ่มพื้นที่เช่าโดยรวม 1.5% รอการประกาศอย่างเป็นทางการ เราแนะนำให้ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 61.00 บาท



CPN ระยะยาวจะเห็นการต่อยอดและเติบโต

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีความเห็นเกี่ยวกับ CPN ว่า ระยะสั้นปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ แต่ระยะยาวยังมุ่งเน้นต่อยอดการเติบโต โดยทางฝ่ายยังคงมีมุมมองบวกต่อการเติบโตของ CPN ที่จะเป็นผู้นำศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่มีความหลากหลายธุรกิจ ถึงแม้สถานการณ์ COVID-19 อาจส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับภาพปัจจุบันและแนวโน้มที่มีโอกาสจะเกิดขึ้น ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ


หากแต่มองข้ามช็อตไปในระยะยาว ยังคาดจะเห็นการต่อยอดและเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ทั้งในส่วนของธุรกิจศูนย์การค้าสำหรับการเปิดเซ็นทรัล อยุธยา,เซ็นทรัล ศรีราชา และเซ็นทรัล จันทบุรี รวมถึงโครงการขนาดใหญ่อย่าง “Dusit Central Park”ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง CPN และ บมจ.ดุสิตธานี ที่ปัจจุบันมีการเพิ่มงบลงทุนเป็น 21,144 ล้านบาท จากเดิม 17,393 ล้านบาท และโครงการ Mixed-Use บริเวณถนนวิทยุและซอยสมคิดซึ่งเดิมเคยเป็นที่ตั้งสถานทูตอังกฤษ รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่ยังไม่ประกาศอีก 10 กว่าโครงการ


นอกจากนี้ยังมีในส่วนของการต่อยอดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบอื่น อาทิ อาคารสำนักงาน,โรงแรม และโครงการที่อยู่อาศัย ควบคู่กับการปรับปรุงศูนย์การค้าที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการปรับขึ้นค่าเช่าได้ในอนาคต ขณะที่ฐานะทางการเงินยังแกร่ง ถึงแม้จะรวมผลกระทบจากการเข้าซื้อ SF แล้ว ทำให้ Net D/E เฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น 0.8 เท่า แต่ถือว่ายังต่ำกว่าระดับ Covenant ที่กำหนดไว้ที่ 1.75 เท่า


ดังนั้นจึงปรับประมาณการกำไรและปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปี 65 ที่ 61.50 บาท สำหรับ CPN ภายใต้สมมติฐานสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ และไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายที่ส่งผลต่อการปิดศูนย์การค้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้องจากการระบาดรอบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ในจังหวัดที่เป็นฐานรายได้ให้กับบริษัท


ซึ่งจากการสอบถามไปยังบริษัทพบว่าศูนย์การค้าที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งภาครัฐฯ ให้ปิดบริการทั้ง 21 แห่งจาก 33 แห่งในประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 2 ใน 3 ของรายได้จากพื้นที่ให้เช่าในภายในศูนย์การค้า พร้อมทั้งนับรวมผลดำเนินงาน SF ที่จะรับรู้เข้ามาเต็มปีหลังเสร็จสิน้ การเข้าซื้อกิจการในปี 64 และเมื่อเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบันพบว่ายังมี Upside มากกว่า 15% จึงปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” โดยประเมินกำไรสุทธิปี 64 ที่ 8,046 ล้านบาท ก่อนจะฟื้นตัวในปี 65 มาอยู่ที่ 8,656 ล้านบาท



KTC กำไรปีนี้ยังนิวไฮ

ก่อนหน้านี้ นางสาวพิชามน จิตรเป็นธรรม ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-ธุรกิจสินเชื่อบุคคล  KTC  เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่มีมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ แม้ว่าผู้บริโภคยังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายสิ่งจำเป็นเพื่อการดำรงชีพก็ตาม การทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลในปี 64 มองว่าการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนจากโควิด-19 ไม่ใช่เรื่องง่ายและท้าทายสูงที่จะผลักดันให้พอร์ตลูกหนี้เติบโตท่ามกลางวิกฤติ


ในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล แม้ว่าจะมีความต้องการใช้สินเชื่อของลูกค้าในตลาดอยู่บ้าง แต่บริษัทเองมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพราะต้องการเน้นคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลให้มีคุณภาพที่ดี เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ซึ่งจะเห็นได้จากอัตราการอนุมัติของกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลที่ปรับตัวลดลงเหลือ 30% ทำให้เป็นปัจจัยที่กดดันทิศทางการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ โดยในปี 64 บริษัทยังคงเป้าพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลในปีนี้เท่ากับสิ้นปีก่อนที่ 2.94 หมื่นล้านบาท


สำหรับการควบคุมหนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อส่วนบุคคลบริษัทยังมีการควบคุมอย่างต่อเนื่อง โดยที่วางเป้าหมายควบคุมให้อยู่ในระดับ 3% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่ 3.5% โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการออกมาตรการพักชำระหนี้ ซึ่งได้สิ้นสุดการรับสมัครลูกค้าเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ไปแล้ว โดยที่มีลูกค้าเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ทั้งสิ้น 13,000 ราย จากฐานลูกค้าที่มีอยู่ทั้งหมด 800,000 ราย


มุมมองของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า ผู้บริหารยังเชื่อมั่นว่ากำไรปี 64 ยังดีกว่าปี 63 ที่มีกำไร 5,332 ล้านบาท แม้คาดว่าไตรมาส 3/64 จะได้รับผลกระทบหนักจากโควิด แต่ยังมองข้ามไปถึงไตรมาส 4/64 คาดหวังการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากร รวมถึงการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ตรงจุด


ประกอบกับไตรมาส 4 ถือเป็น High Season ในการจับจ่ายใช้สอย และการจับจ่ายใช้สอยผ่านทางออนไลน์ที่ยังคงมี มากขึ้น คาดจะทำให้กำไรปี 64 ทำนิวไฮได้ ภายใต้เป้าหมายทางการเงินทุกอย่างเหมือนเดิม ทั้งปริมาณการใช้จ่าย ผ่านบัตรเพิ่มขึ้น 5% การรักษาคุณภาพของพอร์ตบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลที่จะทรงตัวได้จากปีก่อน และการปล่อย สินเชื่อภายใต้ KTC พี่เบิ้ม + KTBL ที่ราว 1 พันล้านบาทในปีนี้


ทั้งนี้กำไรครึ่งแรกปี 64 ที่ออกมา คิดเป็น 55% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา จึงยังคงประมาณการกำไรปี 64ไว้ที่เดิมที่ 6,035 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นผู้บริหาร KTC ที่ คาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 64 จะน้อยกว่าครึ่งแรก64 แต่กำไรปี 64 ยังโตขึ้น 13%จากปีก่อน



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”