อัปเดต! โปรเจกต์แตกไลน์ธุรกิจ ของหุ้นโรงไฟฟ้าคืบหน้าแค่ไหน?
ในวันนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาอัปเดตความคืบหน้าโครงการต่างๆของบริษัทโรงไฟฟ้าของไทยที่กระจายธุรกิจออกไปที่นอกเหนือจากการรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าว่ามีโครงการอะไรบ้างและมีความคืบหน้าไปมากน้อยขนาดไหนและจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
โดยนักลงทุนจะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีบริษัทโรงไฟฟ้ากระจายธุรกิจออกไปยังธุรกิจใหม่ๆ และต่อยอดในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าเดิมที่จะไม่ใช่แค่รับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทที่ตลาดจะไม่ได้ให้มูลค่าแค่เฉพาะธุรกิจไฟฟ้าอีกต่อไป
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโรงไฟฟ้าต่างๆกระจายธุรกิจออกไปทำธุรกิจอื่นๆ และต่อยอดในส่วนของโรงไฟฟ้า เช่น GULF กระจายธุรกิจไปยังโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเช่น โครงการท่าเรือขนาดใหญ่อย่างมาบตาพุดเฟส 3 ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 และโครงการทางหลวงพิเศษ
ส่วน EA หนึ่งในเจ้าของธุรกิจพลังงานทดแทนรายใหญ่ของประเทศไทย ก็กระจายธุรกิจไปยังการผลิตแบตเตอรี่เพื่อรองรับโรงไฟฟ้า และพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นแบรนด์แรกของคนไทย รวมถึงการผลิตและจำหน่ายรถบัสไฟฟ้าที่ใช้เพื่อการขนส่งมวลชนที่จะส่งมอบกันในเร็วๆนี้
สำหรับ GPSC ที่เป็นผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมภายในประเทศ และรองรับการขยายตัวของกลุ่มปตท.ก็เริ่มเดินหน้าโครงการผลิตแบตเตอรี่ G-Cell ชนิดกึ่งแข็งด้วยสูตรการผลิตแบบ SemiSolid แห่งแรกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ S-CURVE โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า และการเพิ่มขึ้นของการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมไปถึงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City)
ขณะที่ด้านของ EGCO เราจะเห็นได้ว่า EGCO เป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงไฟฟ้าชั้นนำของประเทศ ด้วยการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าออกไปในหลายๆรูปแบบ แต่อย่างไรก็ตาม EGCO ได้เริ่มพัฒนาธุรกิจในอนาคตด้วยการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง บนเนื้อที่ 621 ไร่ รองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และ New S-Curve ได้แก่ ยานยนต์แห่งอนาคต หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์ และ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
ส่วน RATCH เป็นอีกหนึ่งโรงไฟฟ้าที่กระจายธุรกิจนอกเหนือจากการทำโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เช่นการเข้าไปร่วมลงทุนประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง รวมถึงโครงการทางหลวางพิเศษ และการใส่เงินลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
มุมมองของนักวิเคราะห์
EA
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า EA ยังมีสตอรี่อยู่มากจากเปิดเผยแผนเจาะตลาด EV truck ในปี 65 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์ค่ายรถยนต์ต่างๆ ซึ่งเรามองว่าน่าสนใจ เพราะเหล่านี้เป็นเมกกะเทรนด์ของโลกยานยนต์ และเป็นตลาดที่ใหญ่ในไทย อีกทั้งยังสอดคล้องกับแผน EV ของไทยอีกด้วยที่เป้ารถ EV truck & bus 31,000 คัน ภายในปี 68 และ 4.3 แสนคัน ในปี 78
ขณะที่ในปี 64 มีแผนการส่งมอบรถบัส จำนวน 100 คัน โดยล่าสุดส่งไปแล้วประมาณ 48 คัน คิดเป็นส่วนเพิ่มของรายได้ราว 15% หรือ กำไรส่วนเพิ่มราว 5-10% จากฐานกำไรเดิม และจะส่งมอบเพิ่มอีกอีกจำนวน 400 คันในภายในไตรมาส 4/64 ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาขั้นตอนสุดท้าย ยังคงแนะนำ“ซื้อ” ราคาเหมาะสมปี 64 ที่ 47.50 บาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด แนวโน้ม 3Q64F มีปัจจัยหนุนจากธุรกิจพลังงานทดแทนและเริ่มเปิดเชิงพาณิชย์แบตเตอรี่ 1GWh โดยคาดว่ารายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะสูงขึ้น และอุปสงค์ไฟฟ้ายังคงสูงแม้มีล็อกดาวน์ แต่การ WFH ก็ทำให้ภาคครัวเรือนใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สำหรับธุรกิจแบตเตอรี่ ที่บริษัทใช้เทคโนโลยีของ Amita Technology เลื่อนเปิดดำเนินการจากกลางปี 64 มาเป็น 3Q64 เพราะโควิดระบาดรุนแรง ลูกค้าเป้าหมายคือ รถบัสไฟฟ้า, เรือเฟอรี่ไฟฟ้า, รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น
คงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 72 บาท ปัจจัยหนุนการเติบโตในระยะต่อไป คือ ธุรกิจแบตเตอรี่ ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและไบโอดีเซลยังให้กระแสเงินสดที่ดีต่อเนื่อง คาดการณ์กำไรสุทธิปี 64F-65F เติบโต+13% และ +36%
ความเสี่ยงหลัก คือ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ, ราคาแบตเตอรี่ลดลง, การเปิดโรงงานแบตเตอรี่เฟส 2 ขนาด 49GWh ล่าช้ากว่าแผนมาก
GPSC
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด ระบุว่า GPSC บริษัทตั้งเป้าที่จะเป็นผู้เล่นชั้นนำ ด้านพลังงานหมุนเวียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทเตรียมเปลี่ยนสัดส่วนของพอร์ตเป็นพลังงานหมุนเวียนเป็นอย่างน้อย 50% (ขยายจาก 12% ในปี 63 เป็น 37% ภายในปี 66) อีกทั้งยังขยายธุรกิจจากโอกาสความต้องการแบตเตอรี่ในอนาคตในระยะสั้นเรามองว่าบริษัทจะเริ่มรับรู้กำไรจาก Avaada ไตรมาส 3/64 และกำไรที่สูงขึ้นจาก XPCL จะทำให้แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังของ GPSC มีโมเมนตัมการเติบโตที่ต่อเนื่องเรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 98 บาท

