BJC ผนึก DHL ตั้งบริษัทร่วมทุน ยกระดับโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ไทย ทุ่มงบลงทุนปีละ 1–1.5 พันล้านบาท คาดหนุนรายได้โตเฉลี่ย 36% ต่อปี
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ จำกัด (“BJL”) บริษัทในเครือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และบริษัท ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ของกลุ่ม BJC Big C และรุกตลาดโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ โดยวางแผนลงทุนราว 1,000–1,500 ล้านบาทต่อปี และประเมินว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยหนุนการเติบโตของรายได้ธุรกิจเฮลธ์แคร์เฉลี่ยประมาณ 36% ต่อปี
ล่าสุด BJL และ DHL ได้มีการลงนามในสัญญาร่วมทุนในสัดส่วน 50:50 ในธุรกิจเฮลธ์แคร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยแต่งตั้ง นายเคนนี่ ไท เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทร่วมทุน และมีพนักงานรวมกว่า 2,500 คนจากทั้งสององค์กร
เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับซัพพลายเชนด้านสาธารณสุขของประเทศ และสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค (Medical Hub) โดยบริษัทร่วมทุนจะมุ่งพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์เฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดสุขภาพไทย ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 645,000 ล้านบาทภายในปี 2573
การผสานมาตรฐานโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ระดับโลกของ DHL เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบและบริบททางการแพทย์ของ BJC จะช่วยยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของระบบซัพพลายเชน พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์สุขภาพในประเทศไทย
ทั้งนี้ DHL จะเข้ามาสนับสนุนในด้านเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการขั้นสูง อาทิ ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ ระบบบริหารจัดการปฏิบัติการ (OMS) และระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความโปร่งใส และการมองเห็นข้อมูลแบบ end-to-end ตลอดซัพพลายเชน โดยความยั่งยืนจะถูกเน้นในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบคลังสินค้าไปจนถึงการขนส่ง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของทั้ง BJC และ DHL ในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593
ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้รายได้จากธุรกิจเฮลธ์แคร์เติบโตเฉลี่ยประมาณ 36% ต่อปี ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยประเมินว่าราว 2% จะมาจากธุรกิจโลจิสติกส์ดิสทริบิวชันของ DHL
ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทร่วมทุนจะขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
1. โครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง: คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิครบทุกช่วง (multi-temperature) และระบบ cold chain ตามมาตรฐาน Good Distribution Practice (GDP)
2. บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ: พัฒนาทีมงานด้วยหลักสูตรโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์มาตรฐานโลกของ DHL ผสานกับความรู้เชิงลึกด้านกฎระเบียบและการแพทย์ของ BJC
3. มาตรฐานและการกำกับดูแล: ดำเนินงานภายใต้ระบบคุณภาพที่เข้มงวด สอดคล้องข้อกำหนดของ อย., GDP, GMP และระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล
บริษัทร่วมทุนมีแผนลงทุนเพิ่มเติมราว 1,000–1,500 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 4–5 ปี โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิเป็นหลัก
ด้วยเครือข่ายของกลุ่ม BJC Big C ที่ครอบคลุมโรงพยาบาลกว่า 1,271 แห่ง คลินิก 2,687 แห่ง และร้านยา 4,688 แห่งทั่วประเทศ ผสานกับเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลกของ DHL ผู้บริหารทั้งสองฝ่ายมองว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์คุณภาพของคนไทย ไม่เพียงในเมืองใหญ่ แต่รวมถึงชุมชนทั่วประเทศ
นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BJC ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับกลุ่ม BJC Big C ในธุรกิจโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ และเปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าสู่ระดับสากล
ด้าน นายเคนนี่ ไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทร่วมทุน กล่าวว่า เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพเท่านั้น แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้ป่วย ผ่านระบบซัพพลายเชนที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และตรวจสอบได้
ขณะที่ นายสตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DHL Supply Chain ประเทศไทย มองว่าบริษัทร่วมทุนครั้งนี้คือ “จุดเปลี่ยน” ของอีโคซิสเต็มเฮลธ์แคร์ไทย และจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ของภูมิภาค
ล่าสุด BJL และ DHL ได้มีการลงนามในสัญญาร่วมทุนในสัดส่วน 50:50 ในธุรกิจเฮลธ์แคร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยแต่งตั้ง นายเคนนี่ ไท เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทร่วมทุน และมีพนักงานรวมกว่า 2,500 คนจากทั้งสององค์กร
เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการเสริมความแข็งแกร่งให้กับซัพพลายเชนด้านสาธารณสุขของประเทศ และสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค (Medical Hub) โดยบริษัทร่วมทุนจะมุ่งพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์เฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดสุขภาพไทย ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 645,000 ล้านบาทภายในปี 2573
การผสานมาตรฐานโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ระดับโลกของ DHL เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบและบริบททางการแพทย์ของ BJC จะช่วยยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของระบบซัพพลายเชน พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์สุขภาพในประเทศไทย
ทั้งนี้ DHL จะเข้ามาสนับสนุนในด้านเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการขั้นสูง อาทิ ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ ระบบบริหารจัดการปฏิบัติการ (OMS) และระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความโปร่งใส และการมองเห็นข้อมูลแบบ end-to-end ตลอดซัพพลายเชน โดยความยั่งยืนจะถูกเน้นในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบคลังสินค้าไปจนถึงการขนส่ง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของทั้ง BJC และ DHL ในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593
ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้รายได้จากธุรกิจเฮลธ์แคร์เติบโตเฉลี่ยประมาณ 36% ต่อปี ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยประเมินว่าราว 2% จะมาจากธุรกิจโลจิสติกส์ดิสทริบิวชันของ DHL
ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทร่วมทุนจะขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
1. โครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทาง: คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิครบทุกช่วง (multi-temperature) และระบบ cold chain ตามมาตรฐาน Good Distribution Practice (GDP)
2. บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ: พัฒนาทีมงานด้วยหลักสูตรโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์มาตรฐานโลกของ DHL ผสานกับความรู้เชิงลึกด้านกฎระเบียบและการแพทย์ของ BJC
3. มาตรฐานและการกำกับดูแล: ดำเนินงานภายใต้ระบบคุณภาพที่เข้มงวด สอดคล้องข้อกำหนดของ อย., GDP, GMP และระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล
บริษัทร่วมทุนมีแผนลงทุนเพิ่มเติมราว 1,000–1,500 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 4–5 ปี โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิเป็นหลัก
ด้วยเครือข่ายของกลุ่ม BJC Big C ที่ครอบคลุมโรงพยาบาลกว่า 1,271 แห่ง คลินิก 2,687 แห่ง และร้านยา 4,688 แห่งทั่วประเทศ ผสานกับเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลกของ DHL ผู้บริหารทั้งสองฝ่ายมองว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์คุณภาพของคนไทย ไม่เพียงในเมืองใหญ่ แต่รวมถึงชุมชนทั่วประเทศ
นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BJC ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ให้กับกลุ่ม BJC Big C ในธุรกิจโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ และเปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าสู่ระดับสากล
ด้าน นายเคนนี่ ไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทร่วมทุน กล่าวว่า เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพเท่านั้น แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้ป่วย ผ่านระบบซัพพลายเชนที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และตรวจสอบได้
ขณะที่ นายสตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DHL Supply Chain ประเทศไทย มองว่าบริษัทร่วมทุนครั้งนี้คือ “จุดเปลี่ยน” ของอีโคซิสเต็มเฮลธ์แคร์ไทย และจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ของภูมิภาค
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
Updated 23 hours ago
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
Updated 53 minutes from now
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
Updated 1 day ago
Follow Us
