Official Update :

“พรรคไหนตอบโจทย์ประเทศไทยที่สุด?” เปิดสรุปมุมมองเศรษฐกิจ-ตลาดทุน ของ 8 พรรคการเมืองจากเวที FETCO

ในวันที่เศรษฐกิจไทยโตช้า ตลาดทุนยังขาดความเชื่อมั่น และปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมานาน “รัฐบาลใหม่” ถูกคาดหวังมากกว่าการกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องชี้ให้ได้ว่าจะ “ปรับโครงสร้าง” เศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างไรใน 4 ปีข้างหน้า


เวที “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” โดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) จึงเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองสะท้อนมุมมองต่อ 3 คำถามหลัก ได้แก่ ทิศทางเศรษฐกิจ 4 ปีข้างหน้า, นโยบายตลาดทุนเร่งด่วน และเหตุผลที่นักลงทุนควรให้ความเชื่อมั่น


โดย Wealthy Thai ได้สรุปประเด็นสำคัญของแต่ละพรรคมาเพื่อให้ผู้อ่านช่วยกันออกความคิดเห็นว่า พรรคการเมืองใด ดูมีแนวทางที่ดีสำหรับเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยที่สุด


พรรคกล้าธรรม

ตัวแทน : คุณนิกร ซัจเดว์ - ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ


แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใน 4 ปีข้างหน้า

พรรคกล้าธรรมมองว่าเศรษฐกิจไทยตกอยู่ใน “ภาวะวิกฤต” และจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากนโยบายภาพใหญ่ (macro) ไปสู่การทำงานเชิงลึกระดับประเทศและระดับอุตสาหกรรม (micro)


โดยกรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่

  1. ยกระดับผู้มีรายได้น้อย ด้วยเทคโนโลยีและ AI

  2. เพิ่มแหล่งทุนให้ SME และสตาร์ทอัพ ผ่าน SME Capital / Startup Capital

  3. เปิดตลาดใหม่ ผ่านเครือข่ายผู้แทนการค้า (trade representatives)

  4. เปลี่ยนบทบาทรัฐเป็น “รัฐบริการ” ทำงานเชิงรุกเพื่อดึงนักลงทุน โดยใช้นโยบายเฉพาะประเทศและเฉพาะอุตสาหกรรม (multiple basket / niche approach) เช่น การทำโรดโชว์เป็นรายประเทศ


ในเชิงโครงสร้าง พรรคมองว่า EEC คือ “เครื่องยนต์ใหม่” ของเศรษฐกิจ และควรเป็นการพัฒนาทั้งพื้นที่ตั้งแต่ชลบุรีถึงตราด แทนการเลือกพัฒนาบางอุตสาหกรรม เพื่อสร้างภาพนโยบายที่ “ต่อเนื่องและโปร่งใส” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน


อีกประเด็นที่พรรคเน้นคือ การช่วยผู้ส่งออก โดยชี้ว่าตลาดโลกมีการแข่งขันสูง และต้นทุนสำคัญของผู้ส่งออกคือ VAT 7% ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้ระบบคืน VAT มีความโปร่งใสและรวดเร็วมากขึ้น


นโยบายตลาดทุนที่ต้องเร่งดำเนินการ

พรรคกล้าธรรมมองว่าโจทย์สำคัญของตลาดทุนไทยคือ “ความโปร่งใส” และ “ความเชื่อมั่น” โดยชี้การที่ราคาหุ้นไม่สะท้อนพื้นฐานของบางบริษัทที่มีงบการเงินดี สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความเชื่อถือ


จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนภาพจำของตลาดทุน จาก “ตลาดเก็งกำไรระยะสั้น” ให้กลับมาเป็น “เครื่องมือระดมทุนเพื่อการเติบโตของธุรกิจ”


โดยแนวทางหลักคือการใช้ Micro-Monitoring และ Micro-Policy ในการดูแลเป็นรายประเด็น และการให้รัฐหน้าที่เป็น “ผู้บังคับใช้กติกา (enforcer)” อย่างจริงจัง


ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือ นโยบาย Made in Thailand ซึ่งพรรคมองว่ามีแนวคิดที่ดี แต่ยังไม่ถูกบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้

– เพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (เช่น 60%)

– เชื่อมกับการบังคับให้เกิดการตั้งฐานการผลิตในไทย โดยเฉพาะใน EEC


พรรคเชื่อว่าหากต่างชาติมาตั้งฐานผลิตจริง จะช่วยสร้างอุตสาหกรรมใหม่ บริษัทใหม่ และเพิ่มบริษัทคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะยาว


เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือกพรรค

คุณนิกร ย้ำ “commitment level” ของพรรคกล้าธรรมว่าไม่ยึดระบบเส้นสาย แต่คัดคนจากความสามารถ พร้อมชูตลาดทุนเป็นเครื่องมือหลักในการดึงการลงทุน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และปั้นบริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยเชื่อมแรงจูงใจทางภาษีกับการลงทุน ควบคู่การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนอย่างจริงจังเพื่อสร้างความโปร่งใส และย้ำว่านโยบายต้องมีความต่อเนื่องเพื่อให้ธุรกิจและนักลงทุนวางแผนระยะยาวได้


พรรคไทยก้าวใหม่

ตัวแทน: ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร – หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ


แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใน 4 ปีข้างหน้า

พรรคไทยก้าวใหม่นำเสนอกรอบคิด “ธนู 4 ดอก” คือ การศึกษา, เศรษฐกิจ, คุณภาพชีวิต และความซื่อสัตย์


โดยในมิติเศรษฐกิจ พรรคเน้นการผลักดัน “ยุทธศาสตร์การลงทุนระดับชาติ (Thailand Investment Strategy)” เพื่อแก้จุดอ่อนเดิมของไทยที่หน่วยงานรัฐทำงานแยกส่วน ทำให้การดึงดูดการลงทุนขาดพลังและทิศทางร่วมกัน


โดยเสนอจัดตั้ง “ทีม Thailand Investment” ที่มี EEC, BOI, และตลาดหลักทรัพย์/ตลาดทุน เป็นแกนหลัก ทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ เพื่อออกแบบแพ็กเกจประเทศสำหรับนักลงทุนอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่สิทธิประโยชน์, ภาษี, พื้นที่ลงทุน,ไปจนถึงเครื่องมือทางการเงิน เพื่อสร้างแคมเปญการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ที่จะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันในการดึง FDI และต่อยอดไปสู่การเติบโตของธุรกิจในประเทศได้จริง


นโยบายตลาดทุนที่ต้องเร่งดำเนินการ

พรรคไทยก้าวใหม่ชี้ 3 เรื่องเร่งด่วนในตลาดทุน ได้แก่

  1. ฟื้นฟูความเชื่อมั่น: จากปัญหาข่าวทุจริตในตลาดทุน พรรคเสนอให้รัฐใช้นโยบายเชิงรุก (prevention action) เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง ไม่ใช่รอแก้ปัญหาปลายเหตุ

  2. เพิ่มสภาพคล่อง (liquidity): โดยนำสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น LTF กลับมาใช้ และขยายให้ครอบคลุมถึงการลงทุนในหุ้นโดยตรง พร้อมจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ที่ไม่เพิ่มภาระหนี้รัฐ และมีการสื่อสารเชิงรุกจากรัฐบาลเพื่อดึงความเชื่อมั่นของประชาชนกลับเข้าสู่ตลาดทุน

  3. สร้างสินค้าและบริษัทใหม่ในตลาดทุน: ผ่านความร่วมมือรัฐ–เอกชน ดึง FDI และยกระดับ SMEs ให้ใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือเติบโต โดยต่อยอดจาดนโยบายกองทุน SME/Startup วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมบริษัทไทยเข้าสู่ตลาดทุน

 
ทั้งนี้ พรรคยังเสนอให้ “สภาธุรกิจตลาดทุนไทย” เข้ามามีบทบาทเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ และผลักดันให้ตลาดทุนมีส่วนร่วมโดยตรงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือกพรรค

ดร.คเณศชูจุดยืนว่าพรรคไทยก้าวใหม่มอง “ตลาดทุนและการลงทุน” เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ โดยจะสร้างยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ที่เชื่อม BOI, EEC และตลาดหลักทรัพย์เข้าด้วยกัน เพื่อดึงเงินลงทุน พาธุรกิจเติบโต และปั้นบริษัทไทยเข้าสู่ตลาดทุน ควบคู่การสร้างอีโคซิสเต็มให้ SMEs เข้าถึงทุน และมาตรการช่วยคนตัวเล็ก–แก้หนี้ เพื่อขยายฐานเศรษฐกิจจากล่างขึ้นบน พร้อมย้ำว่าพรรคมุ่งทำงานต่อเนื่องตลอด 4 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อการลงทุนระยะยาว


พรรคไทยสร้างไทย

ตัวแทน: คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย – ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ


แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใน 4 ปีข้างหน้า

พรรคไทยสร้างไทยมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังติดอยู่กับ “เครื่องยนต์เดิม” และขาดนวัตกรรม จึงจำเป็นต้องสร้างท่อการเติบโตใหม่ให้เกิดขึ้นจริง


โดยนำเสนอ 2 โมเดลหลัก ที่พรรคมีการทดลองทำเป็น Sandbox Project มาแล้ว ได้แก่

  1. การดึง FDI และเทคโนโลยีจากต่างประเทศเชิงรุก: การออกไปต่างประเทศโดยตรง เพื่อระดมทุนและนำเทคโนโลยีกลับเข้าประเทศในลักษณะใกล้เคียง BOI โดยมองว่าจะสามารถดึง FDI เพิ่มเติมจาก BOI ได้ราว 1 ล้านล้านบาท

  2. การลงทุน Mega Project ในจังหวัดทั่วประเทศ ผ่านตลาดทุน: รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะตั้งบริษัทเพื่อพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ และใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุน เพื่อพัฒนาเมือง, โครงสร้างพื้นฐาน, และเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมต่อยอดบางพื้นที่ให้สามารถพัฒนาไปสู่บริษัทจดทะเบียนได้


ในด้านการคลัง พรรคเสนอจัดตั้งกองทุน “ปลดหนี้ เติมสภาพคล่อง” โดยใช้แนวคิด Matching Fund ระดมเงินออมบางส่วนในประเทศมาร่วมเป็นแหล่งเงินทุน เพื่อนำไปใช้บริหารภาระหนี้และเพิ่มสภาพคล่องในระบบ แทนการออกพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง ผู้ที่นำเงินมาร่วมจะได้รับผลตอบแทนในระดับที่จูงใจ (เช่น ประมาณ 4%) พรรคมองว่ากลไกนี้จะช่วยดึงเงินในประเทศมาใช้ได้เร็ว และช่วยลดแรงกดดันต่อหนี้สาธารณะ


นโยบายตลาดทุนที่ต้องเร่งดำเนินการ

พรรคไทยสร้างไทยมองว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญ “แรงกดดันเชิงโครงสร้าง” จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติและสถาบัน และขาดกลไกดูแลเสถียรภาพระยะยาว


ประเด็นเร่งด่วนที่พรรคเสนอ ได้แก่

  1. กติกาที่เอื้อต่อการเติบโต แต่บังคับใช้จริง: เสนอให้ตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต. มองบริษัทจดทะเบียนเป็น “ลูกค้าที่ต้องดูแล” พร้อมสนับสนุนการเติบโต แต่ต้องลงโทษเด็ดขาดเมื่อทำผิด เพื่อสร้างทั้งความเป็นมิตรและความศักดิ์สิทธิ์ของระบ

  2. การป้องกัน Forced Sell: เสนอจัดตั้ง “กองทุนกลาง” รับโอนหุ้นที่ถูกนำไปค้ำประกัน แทนการปล่อยให้ถูกบังคับเทขายในตลาดทันที โดยกองทุนจะถือหุ้นชั่วคราว เพื่อให้บริษัทมีเวลาฟื้นตัว และเจ้าของสามารถไถ่หุ้นคืนได้ในอนาคต ลดแรงกระแทกราคาหุ้นและความตื่นตระหนกของตลาด

  3. การสร้างเสถียรภาพและโครงสร้างใหม่ของตลาดทุน: ทั้งการส่งเสริมการออมในสินทรัพย์เสี่ยง, การมี Market Maker ที่ถูกกฎหมายเพื่อดูแลสภาพคล่อง, และการผลักดัน Tokenization เช่น การนำสินค้าโภคภัณฑ์ไทยมาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเปิดทางให้ตลาดทุนไทยมี Digital Asset Board ควบคู่กับนโยบาย “Automate Thailand” ที่รัฐลงทุนด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เพื่อยกระดับบริษัทไทยในระยะยาว


เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือกพรรคไทย

คุณสุรเดชมองพรรคไทยสร้างไทยเป็น “กลไกของระบบเศรษฐกิจ” ที่ใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างบริษัทใหม่ ดึง FDI และขยายฐานเศรษฐกิจ มากกว่านโยบายระยะสั้น โดยชูจุดแข็งด้านโมเดลที่คำนวณตัวเลขมาแล้ว, การมองระยะยาว, วินัยการคลัง และจุดยืนต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อสร้างการเติบโตของตลาดทุนไทยบนฐานบริษัทคุณภาพและเงินลงทุนจริง


พรรคประชาชน

ตัวแทน: ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร – รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ


แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใน 4 ปีข้างหน้า

พรรคประชาชนมองว่าไทยกำลัง “จมอยู่กับกับดักรายได้ปานกลาง” และสิ่งที่ประเทศต้องการคือการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อสร้าง New Economy ของตัวเอง


แนวคิดของพรรคมี 4 เรื่องหลัก

  1. เปลี่ยนการผูกขาดให้เป็นโอกาสของรายเล็ก–กลาง: พรรคมองว่าบริษัทขนาดใหญ่ในวันนี้ ล้วนเริ่มจากบริษัทเล็กมาก่อน การผูกขาด SME และบริษัทเทคโนโลยีของไทย จะเปิดโอกาสให้บริษัทเหล่านี้สามารถเติบโต, แข่งขัน, และพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้

  2. สร้าง New Economy จาก “ปัญหาประเทศ”: เช่น การจัดการน้ำด้วยเซนเซอร์และ IoT, พลังงานสะอาด, ระบบสาธารณสุข, หรือ สิ่งแวดล้อม โดยรัฐจะใช้งบประมาณภาครัฐเป็น “ผู้ซื้อรายแรก” และกำหนดมาตรฐาน เพื่อเปิดตลาดให้ธุรกิจไทยเข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่ไม่ผูกขาดกับรายใดรายหนึ่ง

  3. ใช้นโยบายต่างประเทศหนุนเศรษฐกิจ: ดึงเทคโนโลยีและบุคลากรจากประเทศที่ก้าวหน้า เช่น ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ เข้ามาทำงานในไทยให้สะดวกขึ้น เพื่อถ่ายทอดความรู้ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และกระตุ้นดีมานด์ใหม่ในประเทศ เช่น อสังหาริมทรัพย์และบริการ

  4. ฟื้น “นิติรัฐ–นิติธรรม” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น: พรรคชี้ว่าการขาดนิติรัฐคือต้นตอที่ทำให้นักลงทุนไม่เชื่อถือระบบเศรษฐกิจไทย และหากไม่แก้ โครงสร้าง New Economy จะไม่เกิด


นโยบายตลาดทุนที่ต้องเร่งดำเนินการ

พรรคประชาชนมองว่าตลาดทุนไทย “หลุดบทบาท” จากการเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อสร้างธุรกิจ และกลายเป็นตลาดที่เน้นการขายออกมากกว่าการเติบโต ทำให้สินทรัพย์ไทยถูกด้อยค่า และความเชื่อมั่นไม่ฟื้น


หัวใจคือการ “พลิกตลาดทุนไทย” ให้กลับมาเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยแนวทางหลักประกอบด้วย

  1. Orange Mega Project: เปลี่ยนปัญหาเชิงโครงสร้างให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ของคนไทย เช่น การผลิตเครื่องมือแพทย์, เทคโนโลยีการศึกษา, อุตสาหกรรมที่รัฐมีดีมานด์สูง แล้วผลักดันให้ SME และบริษัทไทยเข้าไปพัฒนาและเติบโต จนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

  2. ใช้ภาษีมาหนุนการออมโดยตรง: เสนอ “บัญชีลงทุนรายบุคคล (Tax Individual Account)” แทน LTF แบบเดิม เพื่อให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นโดยตรง ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี, เพิ่มการแข่งขันในตลาดผลิตภัณฑ์การเงิน, ลดค่าธรรมเนียม, และทำให้เงินถึงตลาดหุ้นจริงมากขึ้น

  3. เพิ่มสภาพคล่องตลาด: ทบทวนกติกาการซื้อขาย เทียบตลาดต่างประเทศ ว่ามีข้อจำกัดใดขวางความเร็ว ความลื่นไหล และการเข้ามาของผู้เล่นใหม่

  4. ปฏิรูปการกำกับดูแล: ย้ำว่าการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้บริหาร ก.ล.ต. ต้องไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง และต้องยกระดับตั้งแต่ regulator ไปจนถึง corporate governance

เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือกพรรค

ดร.ชัยวัฒน์เสนอให้มองการเลือกพรรคเหมือนการเลือกบริษัทลงทุน โดยพรรคประชาชนชูตัวเองเป็นพรรคที่มี “โมเดล” ชัด ใช้ New Economy และตลาดทุนเป็นเครื่องยนต์หลัก เปิดเผย “ทีมบริหาร” ล่วงหน้า และอยู่ในช่วง “เติบโต” ที่ต้องการให้ประชาชนมองศักยภาพระยะยาว พรรคยังย้ำโครงสร้างการเงินที่พึ่งเงินรายย่อย ไม่พึ่งนายทุน เพื่อผูกความโปร่งใสของพรรคเข้ากับความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน



พรรคประชาธิปัตย์

ตัวแทน: คุณกรณ์ จาติกวณิช – รองหัวหน้าพรรค


แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใน 4 ปีข้างหน้า

พรรคประชาธิปัตย์เสนอกรอบ “7 ยุทธศาสตร์” เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการปลดล็อกข้อจำกัดเชิงระบบ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว


แกนหลักประกอบด้วย

  1. ปฏิรูประบบราชการ: เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก “ตัวถ่วง” เป็น “ผู้ชี้ทาง” ผ่านกฎหมาย Super Act เพื่อเร่งยกเลิกหรือแก้กฎหมายล้าสมัย และการทำ Digital Government เพื่อนำบริการรัฐมาไว้บนมือถือ เพิ่มความโปร่งใส และลดต้นทุนของเอกชน

  2. ใช้ทรัพยากรที่มีให้คุ้มค่า: เปิดข้อมูลภาครัฐให้เอกชนใช้มากขึ้น รวมถึงเปิดซื้อขายไฟฟ้าเสรีผ่านโครงข่ายของรัฐ และเชื่อมการซื้อ–ขายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจ

  3. ปฏิรูปอุตสาหกรรมและเกษตร: ยกระดับภาคเกษตรผ่านการปฏิรูปสหกรณ์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร

  4. Green Revolution: เปิดเสรีพลังงานหมุนเวียน และการซื้อ–ขายไฟฟ้าสะอาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับทิศทางเศรษฐกิจสีเขียว

  5. สร้าง New Economic Engine: มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร และลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน–สาธารณูปโภค เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ต่ำกว่า 10%

  6. ขยายการค้าระหว่างประเทศ: ผลักดันการทำ FTA เพิ่ม เพื่อเปิดตลาดใหม่และเพิ่มขีดแข่งขันผู้ประกอบการไทย

  7. ทำให้การเมืองสุจริต: จัดการทุนเทา เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม


นโยบายตลาดทุนที่ต้องเร่งดำเนินการ

พรรคประชาธิปัตย์มองว่า “ความเชื่อมั่น” คือปัญหาใหญ่ที่สุดของตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการทุจริตและการฟอกเงิน ซึ่งบั่นทอนภาพลักษณ์และทำให้เงินลงทุนไหลออก


พรรคเสนอให้ยกระดับการกำกับดูแลทั้งระบบ โดยให้

– โบรกเกอร์ ทำหน้าที่คัดกรอง

– ตลาดหลักทรัพย์ ตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง

– ก.ล.ต. ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง


พร้อมระบุว่าต้อง “ปฏิรูปหน่วยงานกำกับ” และเอาจริงกับภาพลักษณ์องค์กร เช่น การจัดการกรณีผู้บริหารหรือกรรมการที่มีข่าวเกี่ยวโยงกับทุนเทาอย่างเด็ดขาด เพื่อฟื้นความน่าเชื่อถือของตลาด


นอกจากนี้ พรรคเน้น

– การเปิดเสรีการแข่งขัน เพื่อดึงบริษัทคุณภาพเข้าตลาด

– การทำกติกาผู้เล่นให้โปร่งใสและเป็นธรรม ทั้งด้านภาษี การซื้อขายหุ้น และการยืมหุ้น

– การเปิดพื้นที่ให้ ก.ล.ต. สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อปรับกฎหมายและอำนาจหน้าที่ให้ทำงานได้เต็มที่


เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือกพรรค

พรรคประชาธิปัตย์ชู “ประวัติการบริหารประเทศ” และ “มาตรฐานด้านธรรมาภิบาล” เป็นจุดแข็ง โดยย้ำว่าพรรคมีประสบการณ์ผ่านวิกฤตมาแล้ว และเคยนำประเทศผ่านช่วงยากลำบากได้จริง พร้อมยกตัวอย่างการตัดสินใจปลดรัฐมนตรีแม้ยังไม่สิ้นกระบวนการ เพื่อรักษามาตรฐานความสุจริต ในมุมตลาดทุน พรรคชี้ว่าช่วงที่เคยเป็นรัฐบาล ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแรง และขอให้นักลงทุน “ไว้ใจด้านเศรษฐกิจ” จากประสบการณ์และความต่อเนื่องในการทำงาน


พรรคเพื่อไทย

ตัวแทน: ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล – รองหัวหน้าพรรค


แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใน 4 ปีข้างหน้า

พรรคเพื่อไทยเสนอ “แพ็กเกจนโยบายครบวงจร” ที่ครอบคลุมทั้งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการพยุงเศรษฐกิจฐานราก


โดยแนวทางหลักประกอบด้วย

  1. แก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบ: ทั้งหนี้ประชาชนผ่านกลไก AMC, การจัดการหนี้เสียผู้สูงอายุ, พักหนี้เกษตรกร, นโยบาย “ผ่อนดีผ่อนฟรี” และการดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากรัฐ

  2. เสริมสวัสดิการและการออม: เช่น บัญชีเด็กแรกเกิด (รัฐเพิ่ม 3,000 บาท ต่อปี เป็นเวลา 15 ปี), โครงการคนไทยไร้จน, และ “หวยเกษียณ” เพื่อสร้างแรงจูงใจในการออมระยะยาว

  3. ยกระดับภาคการผลิต: โดยเฉพาะภาคเกษตรด้วยโครงการประกันกำไร 30% และ การสนับสนุนภาค SME ผ่าน e-commerce สัญชาติไทย, การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, การให้แต้มต่อในการประมูล และการตั้ง “สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ” เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน

  4. ลงทุนเมืองและทุนมนุษย์: เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, บ้านเพื่อคนไทย, กฎหมายอากาศสะอาด, Universal Design, และนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” เพื่อทำให้การศึกษาสอดคล้องกับดีมานด์แรงงาน


นโยบายตลาดทุนที่ต้องเร่งดำเนินการ

พรรคเพื่อไทยมองว่าตลาดทุนเป็น “กลไกหลัก” ของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยชี้ว่าหากเศรษฐกิจจริงโต แต่ตลาดทุนไม่สะท้อน แปลว่ามีปัญหาเชิงความเชื่อมั่นหรือความน่าดึงดูดที่ต้องแก้


โดยแนวทางที่ดำเนินการแล้วและกำลังผลักดัน ได้แก่

– การแยกกำกับสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital SEC)

– Thai ESG / Thai ESGx และกองวายุภักษ์

– Investment Token

– Sustainable bonds และ green / blue bond ผ่าน EXIM Bank


สิ่งที่ต้องการเดินหน้าต่อ ได้แก่

– G-Token เพื่อเพิ่มการเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาล

– Tourist DigiPay ดึงเงินดิจิทัลต่างชาติใช้ในไทย

– พ.ร.บ. Financial Hub เป็นตัวขับเคลื่อนใหม่

– Tokenization of real-world assets เช่น ที่ดินของรัฐ

– หวยเกษียณ เพื่อสร้างเงินออมระยะยาว

– การปรับเกณฑ์ IPO ให้เหมาะกับขนาดบริษัท

– ตั้งเป้าสินทรัพย์ดิจิทัล 100,000 ล้านบาท และ 4 ล้านบัญชี

– บูรณาการการทำงานของคลัง, ก.ล.ต., ตลาดหลักทรัพย์, ปปง., ธปท.


เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือกพรรค

พรรคเพื่อไทยชูจุดแข็งด้านความพร้อมเชิงนโยบาย บุคลากร และประสบการณ์บริหารประเทศ โดยย้ำว่านโยบายถูกออกแบบจากการทำงานจริง ครอบคลุมทั้งระดับ macro และ micro และสามารถ “สานต่อ” โครงการต่าง ๆ ให้เห็นผลได้เร็ว พรรควางภาพตัวเองเป็น “ทางเลือกที่ปลอดภัย” สำหรับเศรษฐกิจ เน้นวินัยการคลัง ความต่อเนื่องของนโยบาย และความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน


พรรคภูมิใจไทย

ตัวแทน: คุณอนุชา บูรพชัยศรี – ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ


แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใน 4 ปีข้างหน้า

พรรคภูมิใจไทยเสนอกรอบเศรษฐกิจที่เน้น “การเติบโตอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง” ตั้งเป้าให้ GDP เติบโตอย่างน้อย 3%+ ต่อปี โดยวางภาพใหญ่คือการเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนภาครัฐเป็นอย่างน้อย 30% และใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศ


แนวคิดสำคัญประกอบด้วย

  1. การลงทุนและการทำงานร่วมกันทั้งระบบ: เพิ่ม Public–Private Partnership, ใช้ Matching Fund ระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่นเพื่อเร่งโครงการพัฒนา และตั้ง Thailand Future Fund เพื่อลดแรงกดดันด้านการคลังในระยะยาว

  2. ยกระดับขีดความสามารถประเทศ: เร่ง reskill–upskill แรงงาน, นำ AI มาใช้ทั้งในภาครัฐและเอกชน, และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อขยายการแข่งขัน

  3. เศรษฐกิจสีเขียวและ New S-Curve: ผลักดัน Green Economy และเป้าหมาย Net Zero 2050 พร้อมเลือกทิศทางอุตสาหกรรมใหม่ เช่น EV, Wellness, Medical Tourism, หรือ Anti-aging

  4. ปลดล็อกกติกาเศรษฐกิจ: เดินหน้านโยบาย Regulatory Guillotine และ Ease of Doing Business ภายใต้แนวคิด Thailand+

  5. แก้หนี้และโครงสร้างประชากร: ผลักดัน TISA (Thailand Individual Savings Account) เพื่อแก้หนี้และการออม และพัฒนา Silver Economy รองรับสังคมผู้สูงวัย


นโยบายตลาดทุนที่ต้องเร่งดำเนินการ

พรรคภูมิใจไทยชี้ว่าหัวใจของตลาดทุนไทยคือ “การฟื้นฟูความเชื่อมั่น” ผ่านความต่อเนื่องของนโยบาย ความชัดเจนของทิศทางประเทศ และวินัยทางการคลัง


แนวทางสำคัญ ได้แก่

– ส่งสัญญาณนโยบายระยะยาวที่ชัด และทำให้ครบวาระ 4 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจ

– ลดนโยบายรัฐที่ไม่จำเป็น และจัดการปัญหาหนี้สาธารณะ

– บูรณาการการทำงานของหน่วยงานเศรษฐกิจ

– บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง คัดกรองผู้ดำรงตำแหน่งอย่างเข้มงวด

– ส่งเสริมการลงทุนระยะยาวผ่าน TISA ซึ่งเป็นบัญชีออม–ลงทุนรูปแบบใหม่ พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี

– ปรับปรุงกฎระเบียบที่ล่าช้าและซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของตลาด


เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือกพรรค

พรรคภูมิใจไทยวางจุดยืนเป็นพรรคที่ให้ “ความชัดเจนและความต่อเนื่อง” ของนโยบาย ตั้งแต่ระดับ macro ถึง micro พร้อมเน้นการทำงานแบบบูรณาการและทีมเวิร์ก พรรคชูผลงานจากการร่วมบริหารที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายสามารถเดินหน้าได้จริง และสะท้อนแนวคิด “เติบโตอย่างมีคุณภาพ” เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในระยะยาว


พรรครวมไทยสร้างชาติ

ตัวแทน: ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี – รองหัวหน้าพรรค


แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใน 4 ปีข้างหน้า

พรรครวมไทยสร้างชาติวาง “นวัตกรรม” เป็นแกนหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยชี้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขวาง New S-Curve ของไทยคือ การขาดพลังงานสะอาด ทำให้บริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเข้ามาลงทุนได้จริง


พรรคชี้ว่าประเทศไทยผลิตไฟฟ้าเกินความต้องการใช้สูงสุด ทำให้ไม่มีแรงจูงใจเปิดทางพลังงานสะอาด และเป็นต้นตอที่ทำให้นวัตกรรมไม่เกิด


นโยบายหลักที่เสนอคือ “เสรีโซลาร์” เปิดให้ภาคธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดใช้เองได้โดยตรง และไม่จำเป็นต้องขายคืนรัฐ เพื่อ

– ลดต้นทุนพลังงาน

– ดึงบริษัทเทคและอุตสาหกรรม New S-Curve เข้ามาลงทุน

– ลดอำนาจผูกขาดในระบบพลังงาน

– และไม่เพิ่มภาระงบประมาณรัฐ


พรรคมองว่าหากแก้โครงสร้างพลังงานได้ นวัตกรรมจะเกิด ห่วงโซ่อุตสาหกรรมจะครบ และเศรษฐกิจจะเริ่มสร้างการเติบโตใหม่ได้จริง


นโยบายตลาดทุนที่ต้องเร่งดำเนินการ

พรรครวมไทยสร้างชาติมองว่าตลาดทุนจะฟื้นได้ต้องเริ่มจาก การสร้างนวัตกรรมและบริษัท New Economy ซึ่งผูกโดยตรงกับการปลดล็อกพลังงานสะอาด หากไม่มีนวัตกรรม ตลาดทุนก็จะขาดเรื่องราวการเติบโตใหม่


แนวทางสำคัญประกอบด้วย

  1. เสรีโซลาร์ เพื่อดึงนวัตกรรมกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและตลาดทุน: สร้างฐานให้เกิดบริษัทใหม่, อุตสาหกรรมใหม่, และโอกาสการเข้าจดทะเบียนในอนาคต

  2. ฟื้นแรงจูงใจการออมระยะยาว: เสนอให้นำ LTF กลับมา เพื่อกระตุ้นเงินลงทุนในตลาดหุ้น และเพิ่มความคึกคักของตลาด โดยตั้งเป้าให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยแตะระดับ 2,000 จุดภายในปี 2027

  3. เพิ่มการแข่งขันในระบบการเงิน: โดยเสนอให้ปรับจากการดูว่า “ติดเครดิตบูโรหรือไม่” ไปใช้ระบบ Credit Scoring ที่ประเมินความเสี่ยงจากพฤติกรรมและความสามารถในการชำระหนี้จริงมากขึ้น เพื่อให้คนที่มีวินัยทางการเงินสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นและต้นทุนต่ำลง พร้อมสนับสนุนการใช้ Bridge Financing (สินเชื่อสะพาน/เงินกู้ชั่วคราว) เพื่อช่วยพยุงผู้กู้หรือธุรกิจที่พื้นฐานดี แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อปกติ ให้มีเงินหมุนในช่วงรอยต่อก่อนกลับเข้าสู่ระบบการเงิน


เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือกพรรค

พรรครวมไทยสร้างชาติชูจุดยืนว่าเป็นพรรคที่ “เคยทำจริง” โดยยกผลงานด้านพลังงาน เช่น การทำให้ค่าไฟลดลง และการเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาก๊าซเป็นหลักฐานว่าพรรคสามารถชนกับปัญหาเชิงระบบได้จริง พรรคย้ำว่าหากไม่แก้โครงสร้างพลังงาน นวัตกรรมจะไม่เกิด New S-Curve จะไม่มา และตลาดทุนจะขาดแรงขับเคลื่อนระยะยาว พร้อมวางตัวเองเป็นพรรคที่เน้นแก้ “ต้นตอ” ของความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และความน่าสนใจของตลาดทุนไทย



สรุป

จากมุมมองของทั้ง 8 พรรค จะเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ บางพรรคเน้นปฏิรูปโครงสร้าง, บางพรรคเน้นการลงทุน บางพรรคเน้นนวัตกรรม, ขณะที่บางพรรควางน้ำหนักกับความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล


คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วกว่า”แต่คือ พรรคไหนมีแนวทางที่ทำให้เศรษฐกิจไทยและตลาดทุน เติบโตได้จริงและยั่งยืนที่สุด


แล้วในมุมของคุณ พรรคไหน “ตอบโจทย์ประเทศไทย” มากที่สุด? และนโยบายของพรรคไหนที่คุณคิดว่าจะพลิกเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยได้จริง?