สหรัฐฯ – ยุโรป เดือด ปลุกกระแส “Sell America” หุ้น–บอนด์–ดอลลาร์ โดนเท จับตาเป็นแค่การปรับพอร์ตหรือขายยาว?
ความขัดแย้งสหรัฐฯ - ยุโรป ปลุกกระแส “Sell America” กดดันสินทรัพย์สหรัฐฯ
ในช่วง 20–21 มกราคม 2026 ตลาดทั่วโลกกำลังเจอกับแรงเทขายสินทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้น, ตราสารหนี้ (U.S. Treasuries), และเงินดอลลาร์ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นเทรนด์ “Sell America” หรือการลดการถือสินทรัพย์อเมริกันของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเหตุผลหลักมาจากความขัดแย้งทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ที่ถูกกระตุ้นโดยประกาศแผนภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump
แผนภาษีของสหรัฐฯ ในยุโรปที่เขย่าตลาดทั่วโลก
ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้า 10% กับสินค้าจาก 8 ประเทศยุโรป ได้แก่ เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์ และอังกฤษ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 หากไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับ Greenland และอาจเพิ่มเป็น 25% ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถ้ายังไม่มีความคืบหน้า
นอกจากนี้เขายังขู่จะเก็บภาษี 200% กับไวน์–แชมเปญจากฝรั่งเศสและสินค้าอื่น ๆ ของสหภาพยุโรป เพื่อกดดันให้ฝรั่งเศสเข้าร่วมโครงการ “Board of Peace” ที่เขาเสนอ แม้ฝรั่งเศสและผู้นำยุโรปจะปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างชัดเจน
ยุโรปร่วมมือกันหาทางตอบโต้แรงกดดันของสหรัฐฯ
ผู้นำยุโรปทั้งคณะต่างวิจารณ์แผนภาษีดังกล่าวว่าเป็น การคุกคามทางการค้า ที่อาจทำลายความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป และได้มีการประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการตอบโต้มูลค่า 93 พันล้านยูโร ที่อาจประกาศกลับไปยังสินค้าสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้เรียกร้องการเสริมสร้างความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และลดการพึ่งพาอเมริกา โดยมีการลงทุนและโครงการรับมือระยะยาวในภูมิภาคอาร์กติก
อีกทั้งข่าวเรื่องการขึ้นภาษีของ Trump ยังปลุกกระแสต่อต้านจากประชาชนในเดนมาร์ก–กรีนแลนด์เอง โดยรัฐบาลกรีนแลนด์ยืนยันว่าดินแดนนี้ “ไม่ใช่ของขาย” และขอคงสถานะอยู่กับเดนมาร์ก พร้อมสนับสนุนความร่วมมือจาก NATO
การตอบสนองตลาดหุ้นสหรฐฯ สะท้อนความกังวลชัดเจน
ในวันที่ 20 มกราคม Dow Jones ลดลงราว 1.8%, S&P 500 ปรับลง 2.1% และ Nasdaq ลดลงประมาณ 2.4% ในขณะเดียวกันราคาทองคำและโลหะมีค่าพุ่งขึ้น ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่า และตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกเทขายด้วยเช่นกัน
การเทขายนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องหุ้น แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลัง เผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้า ที่ทำให้สินทรัพย์สหรัฐฯ ดูเสี่ยงมากขึ้นในภาพรวม
โบรกเกอร์มากมายได้ออกมาให้ความเห็นต่อธีม Sell America ที่เกิดขึ้น
-
Insight Investment มองว่าความกังวลนี้ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย มากกว่าเรื่องพื้นฐานเศรษฐกิจโดยตรง และตลาดอาจกลับเข้าสู่ความมั่นคงได้ ถ้าการเผชิญหน้าลดลง โดยเน้นว่าพื้นฐานหุ้นและดอลลาร์ยังแข็งแรง
-
IG ชี้ว่าตลาดกำลังขายสินทรัพย์ของสหรัฐฯ เพราะความเสี่ยงของนโยบายการค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ sentiment การลงทุน “ลดทอนความเสี่ยง” (risk-off) มากกว่าเดิม
-
Societe Generale: กล่าวว่าแรงขายยังไม่ถึงระดับ “การเทขายถล่ม” แต่ปัจจัยความไม่แน่นอนทำให้มีการพิจารณาลดสัดส่วนการถือสินทรัพย์สหรัฐฯ ในบางพอร์ต
-
Barclays: มองว่าความกังวลนี้ทำให้นักลงทุนพิจารณาการกระจายพอร์ตมากขึ้น โดยเฉพาะการมองหาโอกาสนอกสหรัฐฯ เพื่อหลีกความเสี่ยงที่อาจมากขึ้นจากนโยบายการค้า
แล้วธีม Sell America จะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน?
แม้จะไม่มีใครตอบได้แน่ชัดว่าเทรนด์ Sell America จะอยู่ยาวแค่ไหน แต่จากความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้ข้อสรุปตามนี้
1.ความเสี่ยงระยะสั้นยังสูง: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายภาษียังไม่คลี่คลาย ทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มลดการถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ เพื่อหลบความเสี่ยง
2.ระยะกลางอาจกลับมาแข็งแรงได้: ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น แรงงานและการเติบโตยังแข็งแรง โดยบางโบรกเกอร์ประเมินว่าสภาพเชิงพื้นฐานยังสนับสนุนตลาดในระยะกลาง นอกจากนี้ หากการเจรจาไปในทิศทางผ่อนคลายขึ้น เช่น มีการหารือทวิภาคี, เกิดข้อยุติเรื่อง Greenland, หรือมีมาตรการทางการค้าที่ชัดเจน ตลาดอาจตั้งตัวได้ และแรงเทขายอาจผ่อนคลาย
3.ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า คือปัจจัยตัวแปรสำคัญ: หากความขัดแย้งทางการค้ายืดเยื้อหรือลุกลาม ก็มีโอกาสที่แรงเทขายจะยาวนานกว่าเดิม ดังนั้นจึงต้องจับตาดูทิศทางการเจรจาเป็นหลัก
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า “Sell America” ในตอนนี้สะท้อนการขายเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและการลดสัดส่วนการลงทุนในสหรัฐฯ มากกว่าการเทขายอย่างเป็นระบบครั้งใหญ่แบบทศวรรษก่อนหน้า แต่ก็เตือนว่าความไม่แน่นอนทางนโยบายอาจยังอยู่ต่อไปจนกว่าแรงกดดันทางการเมืองจะลดลง
