Official Update :

ชี้เป้า 3 หุ้นนอก ผลงานเด่น จับตาแนวโน้มยังโตต่อเนื่อง

ฤดูกาลประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาในภาพรวมค่อนข้างเป็นบวก โดยหลายบริษัทมีกำไรและรายได้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว มี 3 บริษัทที่โดดเด่นตามมุมมองนักวิเคราะห์จาก Investing.com ทั้งในแง่การทำผลงานเหนือคาด และแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไปจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ได้แก่ Johnson & Johnson (JNJ), Taiwan Semiconductor Manufacturing หรือ TSMC (TSM) และ Meta Platforms (META)


Johnson & Johnson:
รายได้เติบโต กำไรขยายตัวชัดเจน

Johnson & Johnson รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปี 2025 อยู่ที่ 24.6 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 9.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 5.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 49.1% จากปีก่อนหน้า ด้านกำไรต่อหุ้น (Diluted EPS) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.10 ดอลลาร์ จาก 1.41 ดอลลาร์ในปีก่อน และหากไม่รวมรายการพิเศษ (Adjusted EPS) อยู่ที่ 2.46 ดอลลาร์


สำหรับทั้งปี 2025 รายได้รวมบริษัทอยู่ที่ 94.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6.0% ในขณะที่ Diluted EPS อยู่ที่ 11.03 ดอลลาร์ และ Adjusted EPS อยู่ที่ 10.79 ดอลลาร์ และสำหรับปี 2026 บริษัทคาดการณ์ยอดขายปี 2026 ที่ประมาณ 100.5 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องของรายได้


และในอนาคต บริษัทก็ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตต่อไป ได้แก่

  • โครงสร้างรายได้ที่กระจายตัว ทั้งธุรกิจยาและอุปกรณ์การแพทย์ ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง

  • กำไรสุทธิไตรมาส 4 ที่เติบโตถึง 49% สูงกว่าการเติบโตของรายได้ แสดงถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น

  • แนวโน้มรายได้ปี 2026 ที่สูงกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความมั่นใจของผู้บริหารต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

  • ความชัดเจนด้านนโยบายราคายา มีโอกาสช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ


โดยรวมแล้ว การเติบโตของรายได้ ควบคู่กับการขยายตัวของกำไร และแนวโน้มเชิงบวกในอนาคต ทำให้การเติบโตของบริษัทไม่ได้เป็นเพียงแรงหนุนทางเทคนิค แต่มีพื้นฐานรองรับชัดเจน


Taiwan Semiconductor Manufacturing:
มาร์จิ้นแข็งแกร่ง รับอานิสงส์ AI

TSMC รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ 33.73 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 25.5% YoY ด้ายกำไรต่อหุ้น (Diluted EPS ต่อ ADR) อยู่ที่ 3.14 ดอลลาร์ โดยกำไรสุทธิและ EPS เติบโตราว 35% YoY


ความสามารถในการทำกำไรก็อยู่ในระดับสูงด้วย โดยอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อยู่สูงถึง 62.3% และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) อยู่ที่ 54.0%


สำหรับไตรมาสถัดไป บริษัทคาดการณ์รายได้อยู่ที่ 34.6–35.8 พันล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุน (Capital Expenditure) ระหว่าง 52–56 พันล้านดอลลาร์


ในอนาคต บริษัทก็ยังมีโอกาสเติบต่อได้ต่อจากหลายปัจจัย เช่น

  • ความต้องการชิปที่ยังแข็งแกร่ง ดูจากรายได้บริษัทที่เติบโตมากกว่า 25%

  • อัตรากำไรขั้นต้นที่มากกว่า 60% แสดงถึงความสามารถในการกำหนดราคาและความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี

  • แผนลงทุนกว่า 50 พันล้านดอลลาร์ รองรับการขยายกำลังการผลิตชิประดับสูงที่เกี่ยวข้องกับ AI

  • แนวโน้มรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป ช่วยเพิ่มความชัดเจนของทิศทางธุรกิจ


ท่ามกลางความต้องการชิปขั้นสูงจากกระแส AI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขนาดธุรกิจและความได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีของ TSMC ทำให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่จะได้ประโยชน์จากเทรนด์ระยะยาวนี้


Meta Platforms:
รายได้เร่งตัว พร้อมลงทุน AI ครั้งใหญ่

Meta รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปี 2025 ที่ 59.89 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24% YoY ส่วนรายได้ทั้งปีอยู่ที่ 200.97 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% และสำหรับไตรมาสถัดไป บริษัทคาดการณ์รายได้ไว้ที่ 53.5–56.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมของตลาดที่อ้างอิงโดย Investing.com


นอกจากนี้ Meta มีแผนลงทุนระหว่าง 115–135 พันล้านดอลลาร์ โดยเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหลัก ซึ่งสูงกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ


ทั้งนี้ มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ Meta มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะข้างหน้า เช่น

  • การเติบโตของรายได้ 24% บนฐานรายได้เกือบ 60 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส

  • การที่บริษัทมองแนวโน้มรายได้สูงกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนว่าบริษัทยังมีความต้องการที่ยังแข็งแรง

  • การลงทุน AI มูลค่ามหาศาล ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา, ระบบแนะนำคอนเทนต์ และบริการใหม่ๆ

  • ขนาดธุรกิจและฐานะการเงินที่แข็งแรง ช่วยให้บริษัทสามารถลงทุนเชิงรุกโดยไม่กระทบเสถียรภาพ


นอกจากนี้ การจัดสรรเงินลงทุนจำนวนมากครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นระยะยาวของ Meta ในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจต่อยอดแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต นอกเหนือจากโมเดลโฆษณาแบบเดิม


สรุป

ผลประกอบการล่าสุดสะท้อนว่า Johnson & Johnson, TSMC และ Meta Platforms ไม่ได้เพียงทำผลงานเหนือคาดในระยะสั้น แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี และการลงทุนเชิงรุกใน AI


แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังเจอความไม่แน่นอนเป็นระยะ แต่ตัวเลขผลประกอบการก็ชี้ให้เห็นว่าบริษัทคุณภาพยังสามารถสร้างการเติบโตได้จากปัจจัยภายในของตนเอง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาดควบคู่ไปด้วย เพื่อประเมินโอกาสการลงทุนอย่างรอบด้าน