TOA เย็นสู้วิกฤตโลก ส่ง Supershield อัพพอร์ต ดันรายได้ปี 2569 โตเข้าเป้า 5% วางงบ 700 ลบ. ปรับปรุง-เพิ่มกำลังผลิต
TOA กางแผนปี 2569 มั่นใจเติบโตต่อเนื่อง ชู “Supershield” นวัตกรรมสีประหยัดไฟ พร้อมทุ่มงบ 700 ล้านบาท ลุย Green Project และขยายฐานลูกค้าทุกเซกเมนต์
คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เปิดเผยถึงทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยระบุว่าในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายรวมไว้ที่ประมาณ 5% โดยมีผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมียมอย่าง “Supershield” เป็นหัวหอกสำคัญ ซึ่งปัจจุบันมียอดขายคิดเป็น 40% ของพอร์ตโฟลิโอสีทั้งหมด
ชูนวัตกรรม Fact-based พิสูจน์ได้ว่า “คุ้มค่า” กว่า
กลยุทธ์ของ TOA เน้นการสื่อสารสองด้าน คือ 1. ด้านข้อเท็จจริง (Fact-based) ที่ผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และ 2. ด้านอารมณ์ (Emotional) โดยเฉพาะเรื่องการประหยัดพลังงานที่พิสูจน์แล้วว่า การเปลี่ยนมาใช้สีเกรด Ultra Premium อย่าง Supershield สามารถช่วยลดค่าไฟจนคืนทุนได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี เมื่อเทียบกับสีเกรด Medium
“พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ของราคาถูกที่สุด แต่เขามองหาความคุ้มค่ามากที่สุด” คุณจตุภัทร์ กล่าว
การตลาด 360 องศา และการเลือกพรีเซนเตอร์ที่เข้าถึงทุกกลุ่ม
ในส่วนของการสื่อสารแบรนด์ TOA ได้ดึง “คุณตูน บอดี้สแลม” และครอบครัว มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สะอาดและเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่เจ้าของบ้านระดับพรีเมียมไปจนถึงกลุ่มช่างสี โดยเป็นการทำตลาดแบบบูรณาการ 360 องศา ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และ ณ จุดขาย เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความต้องการสินค้าอย่างชัดเจน
กลยุทธ์ R&D เปรียบเสมือน “เชฟ” ผู้ปรุงสูตรสีให้เหมาะกับยุคสมัย
สำหรับการวิจัยและพัฒนา (R&D) คุณจตุภัทร์ เปรียบเทียบบทบาทของ TOA ว่าเป็นเหมือน “เชฟ” ที่คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดมาปรุงเป็นสูตรที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้การก่อสร้างเร็วขึ้น เช่น การลดระยะเวลาการรอปูนแห้งจาก 21 วัน ให้สามารถทำงานได้ทันที ซึ่งตอบโจทย์เศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ทุ่มงบ 700 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงาน-ขยายกำลังการผลิต
คุณจตุภัทร์ เผยเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ได้เตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 700 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
-
Green Project การติดตั้งโซลาร์เซลล์และปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า
-
การปรับปรุงโรงงาน เช่น โรงงานสำโรงที่มีอายุกว่า 40 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
-
การขยายกำลังการผลิต ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อรองรับสินค้ากลุ่มที่ขายดี
ขยายฐานสู่ตลาด Economy และรุกตลาดต่างประเทศ
นอกจากกลุ่มพรีเมียมแล้ว TOA ยังได้กลับมาบุกตลาด Economy อีกครั้ง ด้วยการปรับโฉมสินค้ากลุ่มฉลากต่าง ๆ ให้มีคุณภาพดีขึ้นในราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในภาคอีสานและกลุ่มงานที่ต้องการการใช้งานระยะสั้น เช่น งานนิทรรศการ
ในด้านตลาดต่างประเทศ บริษัทฯ มียอดขายที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศเวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต แม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 45% แต่บริษัทฯ มั่นใจว่าด้วยสุขภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งและการปรับตัวที่รวดเร็ว จะทำให้ TOA สามารถผ่านพ้นทุกวิกฤตไปได้
