หุ้นกลุ่มนิคมฯกำลังติดปีก!! รับแผนเปิดเมือง-อีอีซีลงทุนเพิ่ม 2.5 ล้านลบ.
หุ้นกลุ่มนิคมกลับมาให้ต้องติดตามกันอีกครั้ง ล่าสุดนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือ อีอีซี เปิดเผยว่า ได้ตั้งเป้าขยายการลงทุนในพื้นที่อีอีซีในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ปี 66-69) กว่า 2.5 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มการลงทุนให้ได้อีกปีละ 5 แสนล้านบาท หลังจากดำเนินงานมาได้ 3 ปี 8 เดือน สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว
ส่วนผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ในปี 63 อีอีซีมีอัตราการเติบโตติดลบ 8% ขณะที่จีดีพีติดลบ 6.1% แต่ในปีนี้จีดีพีจะโต 1-1.5% อีอีซีจะกลับมาขยายตัว 3.5% เนื่องจากการส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น และหากมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเพิ่มขึ้นตามแผนงานที่กำหนดไว้จะช่วยให้โครงการเติบโตได้เร็วขึ้น
สะท้อนจากมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า หุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนยังน่าสนใจ และจะได้ประโยชน์มาก หากไทยสามารถกลับมาเปิดเมืองได้ ทำให้นักลงทุนต่างประเทศมาซื้อและโอนนิคมฯได้ แต่ช่วงที่รอก็ยังมีรายได้ค่าเช่าคลังสินค้า-โรงงาน ขายน้ำและไฟฟ้าสาธารณูปโภคได้ช่วยหล่อเลี้ยงกิจการไปก่อน แนะนำ ทยอยสะสมหุ้นหลักในกลุ่มคือ AMATA, ROJNA และ WHA
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ติดตามการถกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรับเปิดประเทศ ของกกร. ซึ่งคาดว่าจะมีการเข้าเสนอนายกในสัปดาห์นี้ โดยจะมีการเสนอให้ขยายเวลาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 90% ออกไปอีก 1 ปี (ถึงสิ้นปี2565) ถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่ม เช่น WHA และ AMATA
WHA รายได้รวมปีนี้โต 30%
เริ่มจาก WHA ล่าสุดนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA กล่าวว่า อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (IBD) ยังอยู่ที่ 1.3 เท่า โดยจะยังคงงบดุลของเราให้แข็งแกร่ง ลงทุนให้ธุรกิจเติบโต รองรับทุกความต้องการของลูกค้า และสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจให้แก่ผู้ถือหุ้น
ทั้งนี้บริษัทมีความมั่นใจและพร้อมรับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกตามการคาดการณ์ พร้อมเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ดิจิทัล แม้ว่าจะมีความท้าทายเกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19ทั้งนี้เมื่อผู้คนได้รับวัคซีนครอบคลุมมากขึ้น จึงมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ที่หนุนโดยการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกของไทย รวมไปถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น
โดยในปี 2564 บริษัทคาดการณ์รายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติจะสูงเป็นประวัติการณ์ ด้วยอัตราการเติบโต 30% จากปีก่อน โดยที่ยังคงระดับความสามารถในการทำกำไรสูงด้วยกำไรจากการดำเนินการก่อนหักค่าใช้จ่าย (EBITDA) กว่า 40% นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) มูลค่ากว่า 5,500 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 4/2564 อีกด้วย
กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2564คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีพื้นที่คลังสินค้าภายใต้การถือครองและบริหารจัดการรวม 2,560,000 ตารางเมตร ด้านพลังงานในปี 2564 บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นทั้งสิ้น 670 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตามบริษัทปรับลดเป้ายอดขายที่ดินปี 64 เหลือ 820 ไร่ แบ่งเป็น ยอดขายในประเทศ 750 ไร่ และยอดขายในเวียดนาม 70 ไร่ จากเดิมที่คาดว่ามียอดขาย 1,030 ไร่ เนื่องจากประเทศเวียดนามออกมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้กระบวนการดำเนินงานด้านราชการต้องหยุดชะงัก แต่ยอดขายบางส่วนจะเกิดขึ้นในปี 65 แทน ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2/64 บริษัทมีที่ดินที่ทำสัญญาซื้อขายแล้วและรอโอนประมาณ 395 ไร่ โดยมีลูกค้าเซ็นสัญญาหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent หรือ LOI) จำนวน 83 ไร่
มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด ระบุว่า ภาพรวมในไตรมาส 3/64 อาจยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดที่รุนแรงอยู่ แต่ภาพในไตรมาส 4/64 มีโอกาสฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดที่เริ่มคลี่คลายตามการกระจายวัคซีนที่มากขึ้น นอกจากนี้ในไตรมาส 4/64 มีปัจจัยบวกจากการขายสินทรัพย์เข้า WHART อีก 1.8 แสน ตร.ม. มูลค่า 5,500 ล้านบาท
ส่วนมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ไตรมาส 4/64 คาดกำไรพีค ยอดขายที่ดินเพิ่ม ขายสินทรัพย์เข้ากองฯ และเป็นจุดสูงสุดของปี ด้วยสถานการณ์COVID-19 ที่คาดว่า จะเริ่มคลี่คลายลง จากการกระจายวัคซีนไปยังประชาชนมากขึ้น หนุนยอดขายที่ดินกลับมามีการ เติบโตได้ และยังมีผลบวกจากการที่ WHART เข้าซื้อสินทรัพย์คลังสินค้าและพื้นที่ให้เช่าของ WHA 180,000 ตร.ม. มูลค่ารวมมากกว่า 5,500 ล้านบาท ซึ่งรอบนี้เป็นสินทรัพย์ของ WHA 100% ต่างจากปีก่อนที่เป็นสินทรัพย์ร่วมกับพันธมิตร ทำให้มาร์จิ้นดีขึ้น หนุนให้กำไรกลับมาเติบโตโดดเด่น
ส่วนภาพรวมปี 2564 เราประมาณกำไรปกติปี 2564 ที่ 2,751 ล้านบาท เติบโต 9% จากปีก่อน แนะนำ“ซื้อ” ประเมินมูลค่าพื้นฐานในปี 2565 ที่ 4.05 บาท คาด Yield จากเงินปันผลปี 2564 และปี 2565 ที่ 0.11 บาท และ 0.14 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 3.4% และ 4.2% จากราคาปัจจุบันตามลำดับ
AMATA กำไรปีนี้ยังโต
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า AMATA คงเป้าหมายยอดขายที่ดินประมาณ 1,350 ไร่ในปีนี้ โดยปรับเป้าหมายของเวียดนามขึ้นเป็น 500-700 ไร่จาก 430 ไร่แต่ลดเป้าหมายของประเทศไทยลงเป็น 650 ไร่จาก 950 ไร่ สนับสนุนจากลูกค้าระหว่างเจรจา พื้นที่รวมราว 1,000 ไร่ (20-30 ราย) สะท้อนยอดขายที่ดินเติบโต 200% ในครึ่งหลัง (343 ไร่ในครึ่งแรก แบ่งเป็นเวียดนาม 212 ไร่และไทย 131 ไร่) บริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตในครึ่งหลังเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก จากยอดขายรอโอน (backlog) กว่า 2.8 พันล้านบาท (เวียดนาม 760 ล้านบาท และประเทศไทย 2.1 พันล้านบาท)
แม้จะมีการระบาดของ Covid-19 แต่ GDP ของเวียดนามเติบโต 5.64% และเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) เติบโต 6.8% เป็น 9.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในครึ่งปีแรก และคาด GDP จะเติบโต 4.8% ในปี 64 เมืองกว่างนิงห์และดองในที่นิคมฯของ AMATA ตั้งอยู่ มีการลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ส่วนประเทศไทยมีคำขอส่งเสริมการลงทุนจาก FDI 403 โครงการมูลค่า 2.79 แสนล้านบาท (จาก 1.71แสนล้านบาท ในปี 63) เพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า เป็นสัญญาณที่ดีของการขายที่ดินหลังเปิดประเทศ
นอกจากนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยอนุญาตให้นิคมฯ ขึ้นราคาขายน้ำตั้งแต่ต้นปี โดย WHAUP ปรับขึ้นค่าน้ำดิบ 4.6% และน้ำอุตสาหกรรม 3.5% แต่ AMATA ยังไม่ปรับขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในอนาคต
โดยคงคาดการณ์ยอดขายที่ดิน 817 ไร่ปี 64 แต่ปรับยอดโอนที่ดินลง 19% เป็น 544 ไร่ เราปรับคาดการณ์กำไรปี 64 ลง 25% เป็น 1.1 พันล้านบาท และ ปี 65 ลง 17% เป็น 2.0 พันล้านบาท และปี 66 ลง 24% เป็น 1.7 พันล้านบาท โดยประเมินมูลค่าเป็นกลางปี 65 ราคาเป้าปรับลง 2% สู่ 23.5 บาทต่อหุ้น ผลตอบแทนรวม 25% แนะนำ ซื้อ
ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คงประมาณการกำไรปกติปี 64 ที่จะทรงตัวที่ 1.11 พันล้านบาท (+4% YoY) ก่อนที่จะกลับมาขยายตัวในปี 65 ที่ 1.47 พันล้านบาท (+32% YoY) จาก 1.ยอด transfer อยู่ที่ปี ละ 300 ไร่ และ493 ไร่ โดยเป็นผลของการเดินทางระหว่างประเทศทั้งไทย และเวียดนามที่จะล่าช้าจาก COVID-19 ที่รุนแรงขึ้นในเดือน ก.ค.-ส.ค. ทั้งนี้เราประเมินว่าการเดินทางระหว่างประเทศจะเริ่มกลับมาดีขึ้นในช่วงปลายปี 64 และหนุนให้ยอด transfer ที่จะเพิ่มขึ้นปี 65 อย่างเด่นชัด,
2.ยอด presale ที่จะเพิ่มขึ้นเป็นปี ละ 500-600 ไร่ จากปี ก่อนที่อยู่ที่ 212 ไร่ หนุนโดยนิคม Halong ในเวียดนามที่สามารถเริ่มขายได้ภายหลังที่ได้รับใบอนุญาต IC ตั้งแต่ปลายปี ที่ผ่านมา และ3.รายได้ค่าเช่า และบริการจะขยายตัวปี ละ 5-6% แนะนำถือ ราคาเป้าหมายที่ 19.00 บาท
ROJNA กำไรสุทธิปีนี้โตมากถึง 23%
สุดท้าย ROJNA บริษัท หลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่ากำไรไตรมาส 3/64 จะออกมาดี จาก 3 รายการคือ 1. กำไรจากการขาย REIT FLT2.กำไรจากธุรกิจไฟฟ้าเพิ่ม จากการถือหุ้นมากขึ้นในโรจนะ เพาเวอร์เป็นไตรมาสแรกจาก 41% เป็น 75% และ 3.กำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน คือหุ้น GULF ซึ่งราคาหุ้นขณะนี้ปรับขึ้นสูง YTD +12% และมีสมมุติฐานว่าราคาหุ้นจะยืนไปได้จนถึงสิ้นสุดไตรมาส 3/64
โดยคงคำแนะนำ ซื้อ เพื่อลงทุนระยะยาว ราคาพื้นฐาน 7.64 บาท คาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะโตมากถึง 23% เป็น 1,695 ล้านบาท เนื่องจากบันทึกกำไรพิเศษสูงจากการขาย REIT FLT และกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน คือ หุ้น GULFซึ่งราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปมากในปีนี้ แต่กำไรสุทธิปี 65 กลับลดลงถึง 26% เพราะคาดว่าจะมีแต่กำไรในส่วนของหุ้นGULF แต่ไม่มีในส่วน REIT FLT

