Official Update :

เมื่อสหรัฐฯปรับโครงสร้างภาษี หุ้นไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบ

นโยบายหลักที่ โจ ไบเดน ได้เคยบอกไว้ว่าจะดำเนินการส่วนหนึ่งคือเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี และแล้วก็ใกล้จะมาถึงคราวที่หลายฝ่ายจะต้องกลับมาพูดคุยถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกันอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นประเด็นความกังวลอยู่แล้วมาสักระยะหนึ่ง


โดยการปรับโครงสร้างทางภาษีของสหรัฐนั้นเรื่องที่หยิบยกมาในวันนี้เด่นๆมีอยู่ 2 เรื่องคือ สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เตรียมเสนอให้มีการเพิ่มอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 21%เป็น 26.5% และเพิ่มอัตราภาษี Capital Gains ขั้นบนสุด จาก 20% เป็น 25% ซึ่งน้อยกว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดนเคยเสนอไว้ที่ 39.6%


ด้านในมุมนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยประเด็นที่สำคัญคือการปรับโครงสร้างทางภาษีนิติบุคคล ซึ่งนักวิเคราะห์หลายแห่งระดับโลกประเมินว่าจะเฉลี่ยแล้วมีการจัดเก็บเพิ่มขึ้นในระดับ 25%  จากเดิมที่ก่อนหน้านี้มีนโยบายปรับลดลงอยู่ในระดับ 21% ซึ่งจะทำให้สัญญาณของกำไรบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐจะได้รับผลกระทบในจุดนี้


ทั้งนี้หากมองย้อนมาที่บริษัทจดทะเบียนของไทยนั้น ก็พอจะมีหุ้นที่ได้รับผลกระทบอยู่บ้างเพราะว่ามีการไปจัดตั้งโรงงานหรือบริษัทย่อยในสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าอาจจะเป็นปัจจัยที่จะกดดันด้วยเช่นกัน แต่เบื้องต้นอาจจะมีผลกระทบไม่มากอย่างมีนัยสำคัญ


สำหรับหุ้นตัวหลักคือ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ซึ่งมีธุรกิจปิโตรเคมีที่สหรัฐกระจายอยู่หลายแห่ง ส่วนบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU มีธุรกิจแห่งก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐ แต่ผลกระทบอาจจะไม่มากเท่าที่ควร ส่วนธุรกิจอาหารอย่างบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU มีธุรกิจบริษัท เรด ล็อบสเตอร์ ซีฟู้ด


สำหรับบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบคือ โรงงานแอร์โรเฟลกซ์ในสหรัฐ ซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 29% ของยอดขายรวม ซึ่งหากดูเฉพาะธุรกิจแอร์โรเฟลกซ์ที่สหรัฐนั้นมีสัดส่วนกว่า 40% ของสัดส่วน 29%  โดยคิดเป็น 10% ของยอดขายรวมทั้งหมด



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่