Official Update :

AMATA ปักธงปี 2569 ขายที่ดิน 2.8 พันไร่ ทุ่มงบ 1 หมื่นลบ. ซื้อที่ดิน-พัฒนาสาธารณูปโภค ปั้น “Industrial City” ดันอาเซียนฮับอุตสาหกรรม

AMATA ตั้งเป้ายอดขายที่ดินปี 2569 แตะ 2,800 ไร่ แบ่งเป็น ไทย 1,650 ไร่ เวียดนาม 550 ไร่ ลาว 600 ไร่ รับกระแสย้ายฐานการผลิต-ความต้องการลงทุนในอาเซียน ทุ่มงบลงทุน 10,000 ล้านบาท ซื้อที่ดิน-พัฒนาระบบสาธารณูปโภค เดินหน้าปรับองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี มุ่งสู่การพัฒนา “Industrial City” เมืองอุตสาหกรรมครบวงจรในภูมิภาค


นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดที่ดิน 1,234 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย 1.ไทย 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2.เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และ 3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค


สำหรับแผนการการลงทุนในปีนี้บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนซื้อที่ดินรองรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคในอนาคต แบ่งเป็น เวียดนาม ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกราว 7,000-8,000 ล้านบาท จะเป็นการลงทุนในไทย


โดยกลยุทธ์สำคัญของกลุ่มอมตะในปี 2569 จะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี ดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหาร โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวมุ่งเน้น 3 แกนหลัก คือ Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ, Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน และ Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์


ทั้งนี้ จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยสงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว


ดังนั้น ภาคการผลิตและนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทมียอดขายที่ดินรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ในมือมากกว่า 20,000 ล้านบาท


“สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน บริษัทมองเป็นโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าอยู่ ด้วยทำเลที่มีศักยภาพ จากโอกาสการลงทุนในอนาคต ทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน และโครงการถนนไฮเวย์ ที่จะวิ่งผ่านกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ยังแนะรัฐบาลให้ใช้จังหวะนี้ออกนโยบายเพื่อดึงดูดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในไทย” นายวิกรมกล่าว


นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม