Official Update :

2 หุ้นต่างประเทศปันผลแกร่ง ตัวช่วยกระจายพอร์ตรับมือเงินเฟ้อโลก

ในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (persistent inflation) และเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทำให้นักลงทุนจำนวนมากทั่วโลกจึงเริ่มมองหาบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจแข็งแกร่ง และสามารถสร้างรายได้จากเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ


ซึ่งหุ้นสองตัวที่นักวิเคราะห์มักยกให้เป็นหุ้นเชิงป้องกันความเสี่ยง (defensive stocks) ที่น่าสนใจในตอนนี้คือ Lockheed Martin (LMT) ธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมกลาโหม (defense sector) และ Procter & Gamble (PG) ธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (consumer staples sector)


โดยทั้งสองหุ้นอยู่ในธุรกิจที่มีความต้องการค่อนข้างสม่ำเสมอ, มีอำนาจในการตั้งราคา (pricing power) และมีประวัติการจ่ายเงินคืนให้ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผลมาอย่างยาวนาน


Lockheed Martin:
งบประมาณกลาโหมช่วยหนุนความมั่นคงของประเทศ

Lockheed Martin เป็นผู้ผลิตอาวุธและเทคโนโลยีด้านกลาโหมรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยรายได้ส่วนสำคัญของบริษัทมาจาก สัญญาระยะยาวกับรัฐบาล (long-term government contracts) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการด้านความมั่นคงของประเทศ


บริษัทผลิตอุปกรณ์ทางทหารสำคัญหลายประเภท เช่น เครื่องบินรบ F-35, ระบบป้องกันขีปนาวุธ (missile defense systems), เฮลิคอปเตอร์ทางทหาร และเทคโนโลยีดาวเทียม


ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ใน Investing.com ชี้ว่า หนึ่งในจุดเด่นของโมเดลธุรกิจของ Lockheed คือ โครงสร้างสัญญา (contract structure) โดยประมาณ 40% ของรายได้มาจากสัญญาแบบ Cost-plus contracts ซึ่งเป็นสัญญาที่อนุญาตให้บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งลูกค้าหลักก็คือรัฐบาลสหรัฐฯ เอง


สำหรับสัญญาที่เหลือซึ่งเป็นสัญญาราคาคงที่ (fixed-price contracts) บริษัทมักทำข้อตกลงราคากับซัพพลายเออร์ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อสูง


ในด้านผลประกอบการ บริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2025 บริษัทมีรายได้ประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์ เติบโตประมาณ 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน (year-over-year growth) ขณะที่กระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) อยู่ที่ประมาณ 6,900 ล้านดอลลาร์


ฝ่ายบริหารคาดว่ารายได้ในปี 2026 จะเติบโตราว 5% และกำไรของบางหน่วยธุรกิจอาจเติบโตมากกว่า 25% จากการเพิ่มกำลังการผลิตระบบขีปนาวุธและโครงการปรับปรุงกองทัพ


ทั้งนี้ บริษัทจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยปัจจุบัน Lockheed Martin จ่ายเงินปันผลประมาณ 13.50 ดอลลาร์ต่อหุ้นต่อปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลล่วงหน้า (forward dividend yield) ประมาณ 2.1%


(ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนถือหุ้น 100 หุ้น จะได้รับเงินปันผลประมาณ 1,350 ดอลลาร์ หรือกว่า 40,000 บาท ต่อปี)


นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม 2026 ราคาหุ้นยังปรับขึ้นประมาณ 34.9% นับตั้งแต่ต้นปี (year-to-date) ซึ่งถือว่าทำผลงานได้ดีกว่า S&P 500 ที่ปรับตัวลดลงประมาณ 0.85% ในช่วงเวลาเดียวกัน


Procter & Gamble:
ได้ประโยชน์จากความต้องการสินค้าจำเป็น

ในขณะที่บริษัทด้านกลาโหมมักได้ประโยชน์จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (consumer staples) มักจะทำผลงานได้ดีในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือเงินเฟ้อสูง


Procter & Gamble เป็นหนึ่งในบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก โดยจำหน่ายสินค้าที่ผู้บริโภคใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Tide, Pampers, Gillette และ Head & Shoulders


สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าจำเป็น (essential goods) ที่ผู้บริโภคยังคงต้องซื้อ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว


พอร์ตโฟลิโอของบริษัทมีแบรนด์มากกว่า 20 แบรนด์ที่สร้างยอดขายเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งช่วยให้บริษัทครองพื้นที่วางสินค้าในร้านค้าปลีก (retail presence) และมีอำนาจในการปรับราคาสินค้า


อีกหนึ่งจุดเด่นคือประวัติการจ่ายเงินปันผลของบริษัท โดย Procter & Gamble จ่ายเงินปันผลต่อเนื่องมาแล้ว 134 ปีแล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถิติที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทจดทะเบียน


ปัจจุบันบริษัทจ่ายเงินปันผลประมาณ 4.23 ดอลลาร์ต่อหุ้นต่อปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลล่วงหน้า (forward dividend yield) ประมาณ 2.7%


(หากนักลงทุนถือหุ้น 100 หุ้น จะได้รับเงินปันผลประมาณ 423 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13,000 บาท ต่อปี)


แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลงเกือบ 10% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หุ้นได้ปรับขึ้นประมาณ 7% สะท้อนถึงความสนใจของนักลงทุนที่กลับมามองหุ้นเชิงป้องกันความเสี่ยง (defensive sectors) มากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย


ด้านผลประกอบการยังคงมีเสถียรภาพ โดยในไตรมาสล่าสุดบริษัทมีรายได้ 22,200 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นหลัก (core earnings per share) อยู่ที่ 1.88 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเล็กน้อย


ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (net profit margin) ปรับตัวดีขึ้นเป็น 19.39% แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้น (gross margin) จะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 50.68%


สรุป

ในช่วงที่โลกเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนมักมองหาบริษัทที่สามารถรักษากระแสเงินสดที่มั่นคงได้ แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว


Lockheed Martin ได้ประโยชน์จากงบประมาณด้านกลาโหมของโลกที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสัญญากับรัฐบาลที่มีระยะเวลาหลายปี


ขณะที่ Procter & Gamble มีจุดแข็งจากการขายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ที่มีความต้องการสม่ำเสมอในทุกช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ


ทั้งสองบริษัทจึงมอบการลงทุนเชิงป้องกันความเสี่ยง (defensive positioning), รายได้จากเงินปันผลที่สม่ำเสมอ และความสามารถในการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ (inflation resilience) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่ตลาดต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาค

ที่มา: Investing.com


Most Viewed
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
Updated 19 hours ago
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
Updated 12 hours ago
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
Updated 11 hours from now
Fund Move
“หุ้นอินโดนีเซีย” (IDX) ปีนี้ดิ่งหนัก -40.18%!...หลัง “MSCI” ไม่ปลื้ม จ่อถอดออกจาก “ดัชนีหุ้นโลก” กด “กองหุ้นอินโดฯ” ติดลบเฉลี่ย -23.46%
Updated 1 day ago
News Highlight
GULF สานต่อภารกิจกองทุน 100 ลบ. ยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียสละเพื่อชาติ เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบเงิน 2 ลบ. ช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจากการปกป้องอธิปไตย
Updated 1 day ago
Follow Us