JMART ปรับลุคมัดใจ Gen Z ผนึกเซเว่นฯ รุกโมเดล Cubic ตั้งเป้าปี 69 ขยาย 100 สาขา ดันรายได้โต 50% สู่ 1.5 หมื่นลบ.
หลัง JMART Group มุ่งเน้นการจัดทัพภายในมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดถึงเวลาเดินหน้าเชิงรุกในตลาดรีเทลไอทีอีกครั้ง โดยชูธง "Jaymart Mobile" เป็นหัวหอกสำคัญในการสร้าง New High ผ่านกลยุทธ์ Synergy ร่วมกับพันธมิตรเบอร์หนึ่งอย่าง CPALL พร้อมปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่เพื่อมัดใจฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีอิทธิพลต่อตลาดในอนาคต
คุณเอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ให้ข้อมูลถึงทิศทางใหม่ของกลุ่มธุรกิจว่า เจมาร์ทได้ตัดสินใจปรับโฉมอัตลักษณ์แบรนด์ด้วยการปรับโลโก้ใหม่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและแข็งแกร่ง โดยเป้าหมายหลักคือการขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 เสาหลัก เพื่อตอกย้ำการเป็น "Financial Destination" ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายเครื่อง แต่เป็นจุดศูนย์รวมบริการทางการเงินที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งในตลาดทำตามได้ยาก
ด้าน คุณดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด หรือ Jaymart Mobile เปิดเผยว่าในปี 2569 บริษัทวางแผนรุกตลาดผ่านโมเดล "Cubic" หรือร้านแบบ Knock-down ภายใต้ความร่วมมือกับ เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) โดยตั้งเป้าเปิดสาขาในเซเว่นฯ ให้ครบ 40 แห่งภายในปี 2569 เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในระดับอำเภอและตำบล ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนเพียง 3-5 แสนบาทต่อสาขา แต่ให้ผลลัพธ์สูงในการสร้าง Branding และเป็นจุดกระจายสินค้า-บริการสินเชื่อในพื้นที่ (JM Network)
ทั้งนี้ จะมีการปรับตัวเข้าหากลุ่ม Gen Z โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้ขึ้นเป็น 25% ภายในปี 2569 จากเดิมที่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็น Gen Y และ Gen X โดยจะนำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics เข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อนำเสนอแคมเปญให้ตรงจุดมากขึ้น
ปัจจุบัน Jaymart Mobile มีสาขา 300 แห่ง และตั้งเป้าขยายเป็น 400 สาขาในปี 2569 โดยคาดการณ์รายได้ที่ 15,000 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 50% ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือการเติบโตของเทคโนโลยี AI Smartphone และที่สำคัญคือ "Alternative Loan" หรือสินเชื่อทางเลือกที่ปัจจุบันมีสัดส่วนพุ่งสูงถึง 40% ของยอดขายรวม
“ภารกิจสำคัญและเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของปี 2569 คือการขยายสาขาให้ได้ 100 สาขา ภายในไจรมาส 4/69 ซึ่งรวมถึงการขยายสาขาในรูปแบบ Cubic ร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่นจำนวน 40 สาขา ไว้แล้ว ซึ่งในปี 2568 บริษัทสามารถเปิดสาขาได้ 60 แห่ง แต่ในปี 2569 นี้ ด้วยโมเดลที่วางระบบไว้พร้อมแล้ว ทำให้มั่นใจว่ามีศักยภาพในการเปิดได้ถึง 100 สาขา โดยการเปิดสาขาจะไม่ได้เปิดพร้อมกันทีเดียว แต่จะใช้วิธีทยอยเปิดในทุก ๆ เดือนตลอดทั้งปี” คุณดุสิต กล่าว
ในส่วนของพฤติกรรมการชำระเงินและบริการทางการเงิน JMART พบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของผู้บริโภค โดยพอร์ตสินเชื่อทางเลือก (Alternative Loan) ผ่านแพลตฟอร์ม SG Finance และ Samsung Finance Plus มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนเป็น 40% ของพอร์ตทั้งหมด ในขณะที่การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีแนวโน้มลดลงเหลือ 35% จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับ 38.5–40%
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้มาจากพฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการเก็บวงเงินในบัตรเครดิตไว้ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน และหันมาเลือกใช้บริการสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายกว่า โดยเจมาร์ทได้ทำข้อเสนอให้เป็นลักษณะ “Affordable” ที่ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนได้โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียว ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างชัดเจนและไม่ได้สูงมาก ทำให้ลูกค้ามีความสบายใจในการเลือกใช้สินเชื่อทางเลือกมากขึ้น
สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจของ JMART ไม่ได้พึ่งพาเพียงการขายสินค้าจากธุรกิจหลัก แต่กำลังเติบโตไปพร้อมกับดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อในเครือ เป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ
“สำหรับความกังวลเรื่องผลกระทบจากภาวะสงครามนั้น ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อยอดขายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเริ่มเห็นผลกระทบจากปัจจัยอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องชิปเซ็ต (Chipset) ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือการปรับขึ้นราคาและภาวะสินค้าขาดตลาด อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยท้าทายเหล่านี้ แต่ยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถรายได้รวมของปีนี้ได้ตามเป้าหมายที่ 15,000 ล้านบาท โดยจะใช้การขับเคลื่อนผ่านทั้งสาขาของบริษัทเองและเครือข่ายพันธมิตร (JM Network) ที่มีอยู่” คุณดุสิต กล่าวทิ้งท้าย
คุณเอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ให้ข้อมูลถึงทิศทางใหม่ของกลุ่มธุรกิจว่า เจมาร์ทได้ตัดสินใจปรับโฉมอัตลักษณ์แบรนด์ด้วยการปรับโลโก้ใหม่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและแข็งแกร่ง โดยเป้าหมายหลักคือการขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 เสาหลัก เพื่อตอกย้ำการเป็น "Financial Destination" ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายเครื่อง แต่เป็นจุดศูนย์รวมบริการทางการเงินที่เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งในตลาดทำตามได้ยาก
ด้าน คุณดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด หรือ Jaymart Mobile เปิดเผยว่าในปี 2569 บริษัทวางแผนรุกตลาดผ่านโมเดล "Cubic" หรือร้านแบบ Knock-down ภายใต้ความร่วมมือกับ เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) โดยตั้งเป้าเปิดสาขาในเซเว่นฯ ให้ครบ 40 แห่งภายในปี 2569 เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในระดับอำเภอและตำบล ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนเพียง 3-5 แสนบาทต่อสาขา แต่ให้ผลลัพธ์สูงในการสร้าง Branding และเป็นจุดกระจายสินค้า-บริการสินเชื่อในพื้นที่ (JM Network)
ทั้งนี้ จะมีการปรับตัวเข้าหากลุ่ม Gen Z โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้ขึ้นเป็น 25% ภายในปี 2569 จากเดิมที่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็น Gen Y และ Gen X โดยจะนำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics เข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อนำเสนอแคมเปญให้ตรงจุดมากขึ้น
ปัจจุบัน Jaymart Mobile มีสาขา 300 แห่ง และตั้งเป้าขยายเป็น 400 สาขาในปี 2569 โดยคาดการณ์รายได้ที่ 15,000 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 50% ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือการเติบโตของเทคโนโลยี AI Smartphone และที่สำคัญคือ "Alternative Loan" หรือสินเชื่อทางเลือกที่ปัจจุบันมีสัดส่วนพุ่งสูงถึง 40% ของยอดขายรวม
“ภารกิจสำคัญและเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของปี 2569 คือการขยายสาขาให้ได้ 100 สาขา ภายในไจรมาส 4/69 ซึ่งรวมถึงการขยายสาขาในรูปแบบ Cubic ร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่นจำนวน 40 สาขา ไว้แล้ว ซึ่งในปี 2568 บริษัทสามารถเปิดสาขาได้ 60 แห่ง แต่ในปี 2569 นี้ ด้วยโมเดลที่วางระบบไว้พร้อมแล้ว ทำให้มั่นใจว่ามีศักยภาพในการเปิดได้ถึง 100 สาขา โดยการเปิดสาขาจะไม่ได้เปิดพร้อมกันทีเดียว แต่จะใช้วิธีทยอยเปิดในทุก ๆ เดือนตลอดทั้งปี” คุณดุสิต กล่าว
ในส่วนของพฤติกรรมการชำระเงินและบริการทางการเงิน JMART พบการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของผู้บริโภค โดยพอร์ตสินเชื่อทางเลือก (Alternative Loan) ผ่านแพลตฟอร์ม SG Finance และ Samsung Finance Plus มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนเป็น 40% ของพอร์ตทั้งหมด ในขณะที่การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีแนวโน้มลดลงเหลือ 35% จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับ 38.5–40%
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้มาจากพฤติกรรมลูกค้าที่ต้องการเก็บวงเงินในบัตรเครดิตไว้ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน และหันมาเลือกใช้บริการสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายกว่า โดยเจมาร์ทได้ทำข้อเสนอให้เป็นลักษณะ “Affordable” ที่ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนได้โดยใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียว ภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างชัดเจนและไม่ได้สูงมาก ทำให้ลูกค้ามีความสบายใจในการเลือกใช้สินเชื่อทางเลือกมากขึ้น
สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจของ JMART ไม่ได้พึ่งพาเพียงการขายสินค้าจากธุรกิจหลัก แต่กำลังเติบโตไปพร้อมกับดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อในเครือ เป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ
“สำหรับความกังวลเรื่องผลกระทบจากภาวะสงครามนั้น ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อยอดขายโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเริ่มเห็นผลกระทบจากปัจจัยอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องชิปเซ็ต (Chipset) ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือการปรับขึ้นราคาและภาวะสินค้าขาดตลาด อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยท้าทายเหล่านี้ แต่ยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถรายได้รวมของปีนี้ได้ตามเป้าหมายที่ 15,000 ล้านบาท โดยจะใช้การขับเคลื่อนผ่านทั้งสาขาของบริษัทเองและเครือข่ายพันธมิตร (JM Network) ที่มีอยู่” คุณดุสิต กล่าวทิ้งท้าย
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
Updated 4 hours ago
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
Updated 19 hours from now
Where to put your money
“วิศวกรรมศาสตร์” ผสานศาสตร์ “การวางแผนการเงิน”... สร้าง “พิมพ์เขียวชีวิต” ที่แม่นยำ ถูกต้อง และวัดผลได้ !!!
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
Updated 11 hours ago
Fund Move
บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำผู้นำธุรกิจจัดการลงทุนไทย กวาด 17 รางวัลการันตีความเป็นเลิศจากเวทีไทยและสากล
Updated 1 day ago
Follow Us
