Official Update :

เปิด 3 ฉากทัศน์ศึกตะวันออกกลางต่อเงินเฟ้อ พร้อมลิสต์หุ้นหลบภัยช่วงผันผวน

เมื่อชนวนความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสมรภูมิรบ แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่จ่อฉุด GDP ไทยปี 2569 ให้เติบโตต่ำเพียง 1.3-1.8% พร้อมความเสี่ยงภาวะ Stagflation ที่อาจลุกลามหากราคาน้ำมันโลกดีดทะลุ 120 เหรียญฯ


วันนี้ Wealthy Thai จะพาคุณไปถอดรหัส 3 สมมติฐานจากสภาพัฒน์ฯ ตั้งแต่ผลกระทบวงจำกัดไปจนถึง Worst Case Scenario พร้อมกางโพยกลยุทธ์วางหมากรับมือความผันผวน และทางเลือกการสร้างกระแสเงินสดผ่าน Global FCN เพื่อรักษาความมั่งคั่งท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีท่าทีจะสงบลงง่าย ๆ


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ขึ้น เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (อาทิ อิหร่าน-สหรัฐฯ) ทำให้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ จากการประเมินของหลากหลายสถาบันเศรษฐกิจ (เช่น กระทรวงการคลัง, สศช., ธปท., IMF, WORLD BANK) คาดการณ์ว่า GDP GROWTH ของไทยปีนี้จะเติบโตเฉลี่ยในระดับที่ค่อนข้างต่ำที่ประมาณ 1.8% เท่านั้น


อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ แสดงความกังวลว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อกินเวลา 1-3 เดือน จะกลายเป็นแรงกดดัน ให้ GDP ไทยเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.3-1.6% เท่านั้น


ซึ่งหากย้อนกลับไปดูวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนในช่วงต้นปี 2565 ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไม่ได้ ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นในทันที (อยู่ที่ราว 29-31 บาท/ลิตร) เนื่องจากกลไกการอุดหนุนของรัฐผ่านกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง แต่การอุดหนุนนั้นมีขีดจำกัด เมื่อเวลาผ่านไป ราคาก็ต้องถูกสะท้อนต้นทุนจริง ทำให้ราคาดีเซลพุ่งไปแตะระดับเกือบ 35 บาท/ลิตร ผลที่ตามมา คือ อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งทะยาน


ทั้งนี้ ส่งผลให้ กนง. ต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (จาก 0.5% เป็น 0.75% ในเดือน ส.ค. 2565) เพื่อสกัดเงินเฟ้อ วัฏจักรนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากสงครามอาจเกิดผลกระทบล่าช้าในช่วงแรก แต่สุดท้ายจะส่งผลกระทบต่อ ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและประชาชนแน่นอน GDP GROWTH 2569 เติบโตเฉลี่ย 1.8%


สภาพัฒน์ฯ ได้ประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าว โดยมีสมการตั้งต้น คือ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ทุก 1 บาท จะกดให้ GDP ไทยลดลง 0.02% โดยแบ่งฉากทัศน์ความรุนแรงออกเป็น 3 สมมติฐาน ดังนี้


สมมติฐานที่ 1: จบเร็วใน 1 เดือน (ผลกระทบจำกัด) หากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว เศรษฐกิจโลกจะแค่ชะลอตัวชั่วคราว อัตราเงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นราว 1% ตลาดทุนมีความผันผวน และเงินบาทอาจอ่อนค่าลงบ้างเป็นบางช่วง


สมมติฐานที่ 2: ยืดเยื้อ 3 เดือน (เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ STAGFLATION) หากความขัดแย้งกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานชะงัก หลายประเทศอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย สำหรับประเทศไทย มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะ STAGFLATION (CPI ขึ้น+GDP ลง) โดยเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงถึง 2%


สมมติฐานที่ 3: สงครามขนาดใหญ่และยาวนาน (WORST CASE SCENARIO) แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่หากสงครามลุกลามบานปลาย ราคาน้ำมันดิบโลกอาจทะลุ 120 เหรียญฯ/ บาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อของไทยพุ่งทะลุกรอบเป้าหมายที่ 3%


ขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และเริ่มทำให้ตลาดกลับมากังวลต่อความเสี่ยง Stagflation อีกครั้ง แต่เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่แม้ภาคการจ้างงานจะอ่อนตัวลงบ้าง แต่ดัชนี CEI ของสหรัฐฯ ยังสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ทั้งการบริโภคและการผลิต เพราะมีแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมอยู่ในลักษณะชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอย และยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation อย่างชัดเจนในระยะสั้น


อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากฝั่งพลังงานยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม และอาจสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์ลงทุนในระยะถัดไป ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน สามารถเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ เช่น พลังงานต้นน้ำอย่าง BANPU, PTTEP, PETROCN80 และ SPENGY80 และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง STA และ TEGH รวมไปถึงหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีอำนาจในการกำหนดราคาและฐานะการเงินแข็งแกร่ง เช่น NVDA19, MSFT19, GOOG80 และ AMZN80


สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่ตลาดยังไม่มีทิศทางชัดเจน อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์อย่าง Global FCN ของหุ้นในกลุ่ม Magnificent 7 เพื่อสร้างกระแสเงินสดระหว่างรอสถานการณ์คลี่คลาย