Official Update :

InnovestX ชี้สงคราม เขย่าตลาดโลกใน Q2/69 แนะกลยุทธ์ “Stay Invested, Stay Selective” เน้นสินทรัพย์คุณภาพ–AI–พลังงาน–Defense

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) คาดไตรมาส 2/2569 ความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมัน  กระตุ้น Fed ขึ้นดอกเบี้ยหนุนดอลลาร์แข็ง แนะนำกลยุทธ์ “Stay Invested, Stay Selective” เน้นสินทรัพย์คุณภาพ, ตราสารหนี้ระยะสั้น, และหุ้นธีม AI พลังงาน Defense ประเมิน GDP ไทยปี 2026 อยู่ราว 1.0–1.7% และ SET ที่ 1,500–1,530 จุด ชี้เป้าหุ้นต่างประเทศโดดเด่น ได้แก่ Alphabet, Amazon, TSMC, ASML, Palantir, Mitsubishi Heavy Industries, GE Vernova, Advantest, Goldman Sachs และหุ้นไทย ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM, GULF


นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 2/2569 ถูกกดดันจาก สถานการณ์สงคราม ซึ่งเริ่มส่งผลต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงตั้งแต่ปลายไตรมาส 1 โดยเฉพาะความกังวลด้านอุปทานน้ำมันที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากราคายังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จะส่งผลให้ประมาณการเศรษฐกิจโลกถูกปรับลด, เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น, และกระทบต่อทิศทางนโยบายการเงินในที่สุด


ทั้งนี้ สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงหลังเหตุการณ์ Operation Epic Fury ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน และกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อปรับขึ้น หรือ Stagflation และอาจทำให้ Fed ต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 4.13% ในกรณีเลวร้ายที่สุด ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นราว 10% ซึ่งจะกดดันสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่


สำหรับเศรษฐกิจไทย ยังคงมีความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยมีสัดส่วนมากกว่า 7% ของ GDP และนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% โดยทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันราว 10% จะทำให้ GDP ลดลง -0.04% และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.35 จุดเปอร์เซ็นต์ (percentage point) ยกตัวอย่างเช่น หากราคาดีเซลปรับขึ้นจาก 30 เป็น 40 บาท จะกด GDP ลง -0.13% และดันเงินเฟ้อขึ้น 1.16 จุดเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า, การขาดแคลนวัตถุดิบปิโตรเคมี, และต้นทุน LNG ที่เพิ่มขึ้นกว่า 100% ทั้งนี้มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น แต่ยังมีโอกาสปรับลดได้เป็นระยะเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ผ่านการผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบเฉพาะเจาะจงในแต่ละภาคส่วน


ภายใต้บริบทดังกล่าว InnovestX ยังคงแนะนำกลยุทธ์ “Stay Invested, Stay Selective” โดยเน้นการจัดสรรสินทรัพย์ การเลือกลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพ และเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้น และ ทองคำ ซึ่งยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงในระยะกลางถึงยาว แม้ในระยะสั้นอาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย


ในระยะยาว โอกาสการลงทุนยังอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้แรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ AI โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และกลุ่ม Defense ซึ่งเติบโตตามความต้องการ Data Center การใช้พลังงาน และงบประมาณด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น


ด้านกลยุทธ์หุ้น แนะนำลงทุนในบริษัทที่มี การเติบโตของกำไรต่อเนื่องและมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาว โดยหุ้นต่างประเทศที่โดดเด่น ได้แก่ Alphabet, Amazon, TSMC, ASML, Palantir, Mitsubishi Heavy Industries, GE Vernova, Advantest, Goldman Sachs


สำหรับตลาดหุ้นไทย ยังคงประเมิน SET Index ที่ 1,500–1,530 จุด โดยมีแรงหนุนจากกลุ่ม ICT, ท่องเที่ยว, และอิเล็กทรอนิกส์ และแนะนำหุ้น ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มูลค่าที่เหมาะสม และแนวโน้มกำไรเติบโตต่อเนื่อง