“กลุ่มแบงก์” ตัวท็อป Value Play ชูปันผลแกร่ง 6-7% ต่อปี
ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่อุตสาหกรรมธนาคารไทยยังคงฉายแววความแข็งแกร่งในฐานะหลุมหลบภัยชั้นดี โดยเฉพาะสายเน้นคุณค่า (Value Play) ที่มองหาผลตอบแทนสม่ำเสมอ ท่ามกลางกระแสลมเปลี่ยนทิศของดอกเบี้ยนโยบายและการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่เข้มงวด กลุ่มแบงก์ยังคงมีไม้เด็ดในการรักษาปันผลระดับสูงเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในระยะยาว
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุ มองธีมการลงทุนกลุ่มธนาคารเป็น Value Play แม้สงครามตะวันออกกลางอาจกระทบความสามารถในการทำกำไร แต่คาดว่าธนาคารสามารถรักษาเงินปันผลระดับสูง Dividend Yield ที่ 6–7% ต่อปีได้ เพราะ 1) เงินกองทุนแข็งแกร่ง 2) ธนาคารคงแผนระยะกลาง-ยาวในการเพิ่ม ROE 3) ไม่มีการลงทุนใหญ่
ภาพรวมปี 2569 มองการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ ทั้งค่าใช้จ่ายสำรอง (Credit Cost) และหนี้เสีย (NPL) เป็นประเด็นหลัก โดยคาดปัจจุบันเป็นระดับที่ธนาคารควบคุมได้ โดยคง KBANK และ KTB เป็น Top Pick เพราะสามารถรักษาเงินปันผลระดับสูง และมีความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์น้อย
โดยกลุ่มธนาคาร 7 แห่งที่ บล.กรุงศรี ศึกษารายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 5.20 หมื่นลบ. กำไรลดลง -11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะ 1) รายได้ดอกเบี้ย (NII) ลดลง -10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของ NIM จากการปรับลดลงของ Yield on Loan จากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และ Portfolio Mix 2) รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ลดลง -2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของเงินลงทุน (FVTPL และ Investment)
ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น +9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เพราะ 1) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ลดลง -9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากปัจจัยฤดูกาล 2) ค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) ลดลง -8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากธนาคารตั้งสำรองล่วงหน้าในช่วงที่ผ่านมา สำหรับสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น +0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน คิดเป็น +0.3% นับตั้งแต่ต้นปี จากสินเชื่อธุรกิจ และภาครัฐ ด้าน NPL Ratio อยู่ที่ 3.72% เพิ่มจากไตรมาส 4/68 ที่ 3.66% จากการตกชั้นของลูกหนี้
ทั้งนี้ คาดธนาคารมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลระดับสูง Dividend Yield คาดที่ 6-7% ต่อปี เพราะ 1) ธนาคารมีเงินกองทุนสูง เห็นได้จากปี 2568 มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1) ที่ 14-19% เงินกองทุนรวมชั้นที่ 1 (Tier 1) ที่ 14-20% และอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) ที่ 17-22% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำและส่วนเพิ่มที่ทาง ธปท. กำหนดไว้ คือ CET1 ที่ 8% Tier 1 ที่ 9.5% และ CAR ที่ 12% 2) ธนาคารคงแผนระยะกลาง-ยาวในการเพิ่ม ROE 3) ธนาคารไม่มีการลงทุนใหม่ขนาดใหญ่
อย่างไรก็ดี คงคำแนะนำกลุ่มธนาคารเป็น “Neutral” แม้สงครามตะวันออกกลางอาจกระทบความสามารถในการทำกำไร แต่คาดว่าธนาคารสามารถรักษาเงินปันผลระดับสูง Dividend Yield ที่ 6–7% ต่อปีได้ เพราะ 1) เงินกองทุนแข็งแกร่ง 2) ธนาคารคงแผนระยะกลาง-ยาวในการเพิ่ม ROE 3) ไม่มีการลงทุนใหญ่ ภาพรวมปี 2569 มองการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ ทั้งค่าใช้จ่ายสำรอง (Credit Cost) และหนี้เสีย (NPL) เป็นประเด็นหลัก โดยคาดปัจจุบันเป็นระดับที่ธนาคารควบคุมได้ โดยคง KBANK และ KTB เป็น Top Pick

