AIRA กับการโตแบบ Step by Step ภายใต้แผนงานที่จะเป็น Non-Bank ชั้นนำ
AIRA หรือบริษัท ไอร่า แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่มีธุรกิจหลักหรือ “Core business” เป็นบริษัทหลักทรัพย์ และเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน แต่จะรู้หรือไม่ว่าต่อจากนี้ไป “ไอร่า แคปปิตอล” จะแสดงตัวตนที่ซ่อนอยู่ออกมาให้เห็นว่าต่อจากนี้ไปจะขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในบริษัท Non-Bank แบบครบวงจร นักลงทุนยังคงสงสัยว่าภาพในอนาคตต่อจากนี้ไป AIRA จะทำอย่างไรให้เป็นแบบที่กล่าวไว้ข้างต้น
โดย Wealthy Thai ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ คุณนลินี งามเศรษฐมาศ ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “ไอร่า แคปปิตอล” ที่จะมาบรรยายภาพให้นักลงทุนเห็นว่าแผนงานในอนาคตของ AIRA ภายใต้ร่มเงาของการบริหารของแต่ละธุรกิจจะมีเป้าหมาย และช่วยสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้อย่างไรบ้าง
ลำดับแรกคุณนลินี ปูพื้นเรื่องให้ฟังว่า “ไอร่า แคปปิตอล” เป็นบริษัทประเภทโฮลดิ้งที่ลงทุนในบริษัทอื่น นโยบายการลงทุนของบริษัทฯ จะลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทางด้านการเงินเป็นหลัก ทั้งในกิจการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีพอร์ตกระจายลงทุนใน 11 บริษัท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือกลุ่มการเงิน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
ก้าวแบบ Step by Step
“ไอร่า แคปปิตอล” กำเนิดจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินมาเกือบ 10 ปี จากนั้นได้ร่วมทุนเข้าซื้อและได้ใบอนุญาตเป็นบริษัทหลักทรัพย์ (เป็นธุรกิจหลักจนถึงทุกวันนี้) ในช่วงถัดมาได้เข้าซื้อธุรกิจมาเป็น “ไอร่า แฟคตอริ่ง” จากนั้นธุรกิจก็กำลังจะเข้าสู่กระบวนการธุรกิจแบบเป็นขั้นเป็นตอน อย่างไรก็ตจามในระยะถัดมาหลังจากมองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อไฟแนนซ์ให้กับผู้ประกอบการ
จากนั้นจึงได้รับความสนใจจากพันธมิตร อย่างบริษัท AIFUL Corporation ผู้ให้บริการทางการเงินชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น จึงได้ทำการจัดตั้งบริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นการรองรับธุรกิจให้กับสินเชื่อรายย่อยที่มีความต้องการกระแสเงินสด
นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง NEC CAPITAL SOLUTIONS LIMITED เข้ามาร่วมทุนเพื่อถือในหุ้นในบริษัท ไอร่า ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ตั้งแต่การให้สินเชื่อแบบเช่าซื้อ สัญญาเช่าดำเนินงานและอื่นๆ โดยมีเป้าหมายที่จะขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกรูปแบบ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและการผลิต โอกาสทางธุรกิจดังกล่าวคือหนทางของกลุ่มธุรกิจ Non-Bank แบบครบวงจร
ข้ามมากันที่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การดูแลของบริษัท ไอร่า พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้พันธมิตรอย่าง “Kenedix Asia” และ "EUGENE Investment & Securities Company Limited" จับมือกันร่วมพัฒนาอาคารสำนักงานให้เช่า “Spring Tower” ซึ่งในก้าวต่อไปมีแผนจะขายสินทรัพย์ดังกล่าวเข้ากองรีทส์ และในระยะถัดไปกำลังเจรจาเพื่อซื้ออาคารสำนักงานให้เช่าออฟฟิสอีก 1 แห่ง มูลค่า 2,000-2,500 ล้านบาท คาดจะจบดีลได้ภายในปีนี้ และเตรียมนำเข้ากองรีทส์เพิ่มเติม
โดยในปี 65 แผนธุรกิจหลังจาก AIRA จะเน้นในหมวดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะนำสินทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานให้เช่าขายเข้ากองรีทส์ให้เร็วที่สุดท่าที่จะทำได้ทั้งจากสินทรัพย์ที่มีอยู่และสินทรัพย์ใหม่ที่จะซื้อเข้ามา อีกทั้งจะเริ่มดำเนินธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าแบบเต็มรูปแบบด้วยการหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในประเทศไทย
ดันบริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น
บริษัทมีแผนที่จะนำบริษัท ไอร่า แอนด์ ไอฟุล จำกัด (มหาชน) เข้าตลาดหุ้นให้ได้ในช่วงไตรมาส 3/65 โดยผลประกอบการจะเริ่มมีกำไรและคาดว่าในสิ้นปี 64 จะสามารถเปลี่ยนจากผลขาดทุนมามีกำไรได้กว่า 100 ล้านบาท ซึ่งคุณนลินี เล่าว่า ถ้าเข้าตลาดจะสร้างมูลค่าจากฐานลูกค้า 5แสนราย วงเงินพอร์ตสินเชื่อ 6,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มอีก 500-700 ล้านบาท อีก 1-2ปี ก่อนที่จะเข้าตลาดหุ้น ขณะที่บริษัท ไอร่า ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ก็มีความพร้อมที่จะเข้าตลาดหุ้นแล้วเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าจะคงเป็นในอนาคตช่วงปี 66-67
ส่องอนาคตผลประกอบการ
แนวโน้มผลประกอบการของ AIRA ครึ่งแรกของปี 64 งบการเงินพลิกเป็นบวกแล้ว แต่อย่างไรก็ตามความเข้าใจในงบการเงินของ AIRA จะต้องมองการเติบโตจากรายได้ เพราะการเป็น Investment company การเป็นบริษัทที่จะต้องรอให้ทุกๆธุรกิจที่ลงทุนทยอยมีการเติบโต ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่ใช่ในเวลาที่พร้อมๆกัน แต่จุดที่สังเกตคือฐานรายได้ของบริษัทเติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอด
ต้องมอง “ไอร่า แคปปิตอล” ว่าเป็นเหมือน “ไพรเวท อิควิตี้ ฟันด์”ไม่ได้มีโครงสร้างที่จะมีกำไรหวือหวาทุกปี แต่สิ่งที่มีคือความมั่นคงในระยะยาวและต่อเนื่อง โดยงบเดี่ยวจ่ายเงินปันผลมาโดยตลอด ซึ่งการบริหารจัดการ คือเมื่อถึงเวลาสมควรอัตราผลตอบแทนจะสูง เพราะสินทรัพย์ที่มีคือมีไว้เพื่อการหาพันธมิตรร่วมทุน บริษัทพันธมิตรมาจากอันดับโลกยัง “trust” ในไอร่าก็ต้องถามกลับมา แล้วผู้ลงทุนของไทยพร้อมที่จะ “trust” เราหรือยัง


