Official Update :

SCC สถานะการเงินแกร่ง หนี้ลด-EBITDA พุ่ง เชื่อ Q2/69 บริหารจัดการได้แม้มีปัจจัยผันผวน หนุนรัฐเปิดเสรีไฟฟ้า เพิ่มความมั่นคงระยะยาว

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มเร่งปรับกลยุทธ์จากการขยายกำลังการผลิต ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ การบริหารต้นทุน และการสร้าง Synergy เพื่อรับมือวัฏจักรอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น สะท้อนผ่านทิศทางการดำเนินงานของ SCC ที่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการเดินหน้าศึกษาดีล JV ครั้งสำคัญในธุรกิจปิโตรเคมีไทย


คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 แม้ภาพรวมในช่วงเดือนแรกจะยังอยู่ในระดับที่ดี แต่ยังมีปัจจัยภายนอกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต บริษัทจึงยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังแต่คาดว่าผลประกอบการจะยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้


อย่างไรก็ดี บริษัทมีแนวทางบริหารองค์กรที่ให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินและการเตรียมพร้อมรับมือความไม่แน่นอน โดย บริษัทไม่ได้มองสถานการณ์ในแง่ดีจนเกินไป แต่เตรียมแผนรองรับไว้ในหลายกรณี เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แม้จะเกิดแรงกดดันจากเงินเฟ้อหรือวิกฤตต้นทุน พร้อมเดินหน้าเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนในระยะ 2 ปีข้างหน้า


สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 ของ SCC มียอดขายรวมอยู่ที่ 123,000 ล้านบาท แม้ยอดขายยังไม่ได้เติบโตโดดเด่นมากนักจากผลกระทบของการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน ROC แต่ Adjusted EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 14,929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสำหรับงวด หรือ Reported Profit อยู่ที่ 6,223 ล้านบาท


นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถลดหนี้สินสุทธิลงได้เกือบ 3,000 ล้านบาท ส่งผลให้หนี้สินสุทธิคงเหลือประมาณ 277,000 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 5 เท่า จากระดับ 5.5 เท่า ณ สิ้นปีที่ผ่านมา โดย SCC มีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 1 อยู่ที่ 67,000 ล้านบาท สะท้อนฐานะการเงินที่ยังแข็งแกร่ง


ส่วนกรณีการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง JV ระหว่าง SCGC และ PTTGC ผ่านการรวมธุรกิจในกลุ่มโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ เฉพาะสินทรัพย์ในประเทศไทย นั้น ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในระดับโลก


โดยหากการรวมธุรกิจเกิดขึ้นจริง จะมีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก PE และ PP รวมกันมากกว่า 6 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการผลิตจากโรงแครกเกอร์ต้นน้ำรวมกว่า 7 ล้านตันต่อปี ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินใจเดินหน้าหรือไม่เดินหน้าโครงการภายในไตรมาส 3/69


สำหรับแผนลงทุนในปี 2569 SCC ยังคงงบลงทุนรวมไว้ที่ 30,000 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกใช้ไปแล้วประมาณ 5,500 ล้านบาท ซึ่งยังเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับโครงการด้านพลังงานและการลดคาร์บอน หรือ Energy and Decarbonization เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และรองรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว


นอกจากนี้ SCC ยังสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการผลักดัน Energy Transformation โดยเฉพาะแนวทางเปิด Third Party Access เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ลดการนำเข้า LNG เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และช่วยลดต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว