SCGD กำไรไตรมาส 1/69 โตแกร่งสวนเศรษฐกิจ วางเกม Regional Optimization หนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และต้นทุนพลังงานที่ยังผันผวน ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างจำนวนไม่น้อยยังเผชิญแรงกดดันด้านความสามารถในการทำกำไร แต่สำหรับ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD กลับใช้จังหวะนี้เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ เดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization ควบคู่การผลักดันสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง สะท้อนภาพการปรับตัวเชิงรุกของผู้นำตลาดที่ไม่ได้มองเพียงการประคองธุรกิจระยะสั้น แต่กำลังวางรากฐานการแข่งขันระยะยาวในระดับภูมิภาค
ไตรมาส 1/2569 กำไรโตเด่นสวนทางภาวะเศรษฐกิจ
SCGD มีกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 247 ล้านบาท เติบโต 14% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 31% จากไตรมาสก่อน แม้ยอดขายบางตลาดยังชะลอตัว รวมถึงได้รับแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่า แต่บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ในระดับแข็งแกร่ง โดยมี EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.1% ของยอดขาย ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
ปัจจัยสำคัญมาจากการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด ควบคู่การเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม HVA และ SVP ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและสินค้าคุณภาพดีราคาจับต้องได้ โดยเฉพาะกลุ่ม SVP ที่มีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18% สะท้อนการปรับพอร์ตสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
เดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization ชู 4 แนวทางเชิงรุกโตระยะยาว
SCGD เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุน ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงาน ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
1.ยกระดับ Prime Group ในเวียดนามให้เป็นเสาหลัก: SCGD เดินหน้าพัฒนา PRIME ให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของกลุ่มบริษัท โดยในไตรมาส 1/2569 PRIME มียอดขายกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนรวม 8 ล้านตารางเมตร ขณะที่ยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามและการส่งออกอยู่ที่กว่า 3.9 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อน ล่าสุดบริษัทลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนอีก 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ที่โรงงาน PRIME Pho Yen ประเทศเวียดนาม ด้วยงบลงทุนประมาณ 660 ล้านบาท ส่งผลให้ภายในปี 2570 PRIME จะมีกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนเพิ่มเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็น 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด รองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออกไปยังอาเซียนและยุโรป โดยใช้จุดแข็งด้านต้นทุนพลังงานของเวียดนามเพิ่มความสามารถการแข่งขัน
2.รวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย (Thailand Consolidation): SCGD มีแผนลงทุน 957 ล้านบาท เพื่อรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องในสระบุรีจาก 4 โรงงานให้เหลือเพียง 2 โรงงาน ภายในไตรมาส 3 ปี 2570 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้สูงสุดถึง 20% และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้เท่าตัว
3.เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มด้วยสินค้า SVP: ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว SCGD ได้ผลักดันสินค้ากลุ่มSmart Value Products (SVP) หรือสินค้าคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย โดยในไตรมาส 1/2569 สัดส่วนยอดขายสินค้ากลุ่มนี้เติบโตขึ้นเป็น 18%
4.บริหารจัดการต้นทุนพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ: มุ่งเน้นการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิล ปัจจุบันบริษัทมีการใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ 6% และพลังงานชีวมวล (Biomass) 25% ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานไปได้แล้วกว่า 390 ล้านบาท
รุกนวัตกรรมสินค้าใหม่ สร้าง New Growth Engine
SCGD เดินหน้าสร้าง New Growth Engine อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเตรียมเปิดตัว “กระเบื้องเรืองแสง” หรือ “Glow in the Dark” ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากฐานการผลิตในเวียดนาม ที่สามารถเปล่งแสงได้ในที่มืด ทั้งเพื่อความปลอดภัยและตอบโจทย์งานดีไซน์ คาดว่าจะเริ่มผลิตและวางจำหน่ายได้ในไตรมาส 2/2569
ขณะเดียวกัน กลุ่มสินค้า Non-Tile อย่าง SPC เคาน์เตอร์ท็อป และปูนกาว ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า SPC ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน สะท้อนความพยายามของบริษัทในการกระจายพอร์ตธุรกิจไปสู่กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพเติบโตสูงมากขึ้น
รับมือความผันผวนตะวันออกกลางอย่างรอบด้าน
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งทั่วโลก แต่ SCGD มองว่าผลกระทบในไตรมาส 1/2569 ยังอยู่ในระดับจำกัด และบริษัทยังคงสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกัน SCGD ได้เตรียมมาตรการรับมือเชิงรุกไว้ล่วงหน้า ทั้งการสำรองวัตถุดิบตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดความขัดแย้ง การเร่งใช้พลังงานทางเลือกอย่าง Solar และ Biomass ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานไปแล้วกว่า 390 ล้านบาท รวมถึงการใช้กลยุทธ์ Regional Optimization ผ่านฐานการผลิตในเวียดนามที่มีต้นทุนพลังงานได้เปรียบกว่า เพื่อช่วยรองรับตลาดในภูมิภาค
อีกหนึ่งจุดสำคัญ คือ ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9,100 ล้านบาท ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนและรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ฐานะการเงินแข็งแกร่ง จุดแข็งของผู้นำอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ SCGD คือ ฐานะการเงินที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9,100 ล้านบาท ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนและรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ด้วยข้อมูลเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่า SCGD ไม่ได้มุ่งเพียงรักษาระดับผลประกอบการในระยะสั้น แต่กำลังเดินหน้า Reposition ธุรกิจครั้งสำคัญ ผ่านการปรับฐานการผลิต เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และลงทุนด้านพลังงานทางเลือก เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาค และสร้างรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย

