Digital Bond หุ้นกู้ดิจิทัลมิติใหม่ ซื้อง่าย ได้ไว ต่างจากตราสารหนี้เดิมยังไง?
ยุคนี้อะไร ๆ ก็กลายเป็นดิจิทัลไปหมด ไม่เว้นแม้แต่แวดวงการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ที่ผ่านมาเวลาจะซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรรัฐบาลแต่ละที อาจต้องวุ่นวายกับการกรอกเอกสาร รอใบหุ้นกู้ส่งมาที่บ้าน หรือรอนานหลายสิบวันกว่าจะเอาไปซื้อขายต่อได้ แต่ตอนนี้ตลาดทุนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัวด้วยการมาของ “Digital Bond” โครงสร้างพื้นฐานที่จะมาพลิกโฉมการลงทุนให้ง่าย ไว และไร้กระดาษอย่างแท้จริง
Digital Bond คืออะไร?
Digital Bond หรือตราสารหนี้ดิจิทัล คือการนำระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure หรือ DIF) มาใช้ในกระบวนการออกและเสนอขายตราสารหนี้ โดยปรับเปลี่ยนขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำให้เป็นดิจิทัลแบบ 100%
สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในตลาดทุนไทย เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า “DIF: Web Portal” ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ออกหุ้นกู้ ตัวแทนจำหน่าย และผู้ลงทุนเข้าด้วยกัน ช่วยสลัดภาพจำของการทำธุรกรรมตราสารหนี้แบบเดิม ๆ ออกไปจนหมดสิ้น
ความแตกต่างหลักระหว่าง Digital Bond กับตราสารหนี้ทั่วไป
- เปลี่ยนจากกระดาษสู่ดิจิทัล 100%
ตราสารหนี้รูปแบบเดิมมักใช้เอกสารกระดาษหรือระบบแมนนวลในการลงนามและส่งเอกสาร แต่ Digital Bond จะใช้การลงนามแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการเปิดเผยข้อมูลไปจนถึงการออกเอกสารสิทธิ
- เป็นระบบไร้ใบหลักทรัพย์ (Scripless)
ผู้ลงทุนจะได้รับหุ้นกู้เข้าพอร์ตโดยตรง ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษาใบหุ้นกู้ หรือเสี่ยงต่อการทำเอกสารสูญหายอีกต่อไป
- ได้รับตราสารหนี้เข้าพอร์ตไวขึ้น
ในอดีตหากเลือกรับใบหุ้นกู้อาจต้องรอนานถึง 14 วัน แต่พอเป็น Digital Bond ที่อยู่บนระบบใหม่ ผู้ลงทุนจะได้รับหุ้นกู้เข้าพอร์ตภายใน 2 วันทำการ เท่านั้น แปลว่าคุณพร้อมที่จะนำไปซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองได้ทันที ไม่ต้องนอนรอให้เสียโอกาส
3 ข้อดีที่ทำให้ Digital Bond ชนะขาด
- ความเร็วเหนือชั้น
ลดเวลาการทำงานและการส่งมอบตราสารหนี้ได้อย่างมหาศาล ทำให้กระบวนการซื้อขายและส่งมอบเกิดขึ้นได้รวดเร็วทันใจ ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวสูง
- มั่นใจ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ทันที
ระบบนี้ทำงานเชื่อมต่อกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. รวมถึงศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ทำให้กระบวนการทั้งหมดมีความโปร่งใส ลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ (Manual Error)
- โอกาสเข้าถึงดีลลงทุนที่ง่ายขึ้นในอนาคต
แม้ว่าในระยะแรก (ช่วงการทดสอบในระบบ Sandbox) ระบบจะรองรับการออกเสนอขายในวงจำกัด หรือ Private Placement สำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ (HNW/UHNW) เป็นหลัก แต่เป้าหมายสำคัญของ Digital Bond คือการพัฒนาระบบส่วนขยายเพื่อรองรับนักลงทุนรายย่อยในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการออกตราสารหนี้ ทำให้ผลตอบแทนและเงื่อนไขต่างๆ ส่งตรงถึงมือนักลงทุนได้คุ้มค่ากว่าเดิม
อยากเริ่มลงทุน Digital Bond ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
การจองซื้อหุ้นกู้ Digital Bond ภายใต้ระบบนี้ ผู้ลงทุนจะได้รับหุ้นกู้แบบไร้ใบหลักทรัพย์ (Scripless) เท่านั้น ซึ่งสามารถเลือกรับสิทธิได้ 2 วิธีง่าย ๆ
-
ฝากเข้าพอร์ตหุ้น: ผู้ลงทุนจำเป็นต้องมีบัญชีหลักทรัพย์ (พอร์ตหุ้น) กับบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการ เพื่อรองรับการส่งมอบหุ้นกู้ดิจิทัล ซึ่งวิธีนี้จะสะดวกและรวดเร็วที่สุดหากต้องการนำไปซื้อขายต่อในตลาดรอง
-
เก็บในบัญชี 605: หากยังไม่มีพอร์ตหุ้นส่วนตัว สามารถแจ้งความประสงค์กับผู้จัดจำหน่ายเพื่อฝากหุ้นกู้ไว้ในบัญชีผู้ออกหลักทรัพย์ (Issuer Account) หรือบัญชีเลขที่ 605 ที่เปิดไว้กับ TSD ได้เช่นกัน เพื่อให้ระบบจัดเก็บรักษาหลักทรัพย์ให้อย่างปลอดภัย
ข้อควรระวังในการลงทุน Digital Bond
-
รับหุ้นกู้แบบไร้ใบ (Scripless) เท่านั้น: ระบบนี้จะไม่เปิดให้เลือกรับเป็นใบหุ้นกู้กระดาษ ดังนั้นผู้ลงทุนจำเป็นต้องเลือกรับสิทธิ 2 วิธี คือ ฝากเข้าพอร์ตหลักทรัพย์ (บัญชีซื้อขายหุ้น/ตราสารหนี้) หรือ ฝากไว้ในบัญชีผู้ออกหลักทรัพย์ (บัญชี 605) ของ TSD เท่านั้น หากใครไม่คุ้นเคยกับระบบไร้ใบอาจต้องปรับตัวในการตรวจสอบพอร์ตผ่านช่องทางออนไลน์แทน
-
ความเสี่ยงพื้นฐานของตราสารหนี้ยังคงเดิม: ดิจิทัลช่วยเพิ่มความเร็วในกระบวนการทำงานเท่านั้น แต่ไม่ได้ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ นักลงทุนยังคงต้องประเมินความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของบริษัทผู้ออก และความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยเหมือนกับการลงทุนในหุ้นกู้ทั่วไปทุกประการ
สำหรับนักลงทุน แม้ Digital Bond จะช่วยให้การลงทุนในตราสารหนี้สะดวกและมีสภาพคล่องมากขึ้น ทั้งการรับหุ้นกู้เข้าพอร์ตที่รวดเร็วและการซื้อขายแบบไร้เอกสาร แต่สิ่งที่ต้องพิจารณายังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานของผู้ออกหุ้นกู้ อันดับความน่าเชื่อถือ และความเสี่ยงด้านเครดิต เพราะการเปลี่ยนรูปแบบเป็นดิจิทัลไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนลดลง

