Official Update :

เจาะลึกหุ้นกลุ่มพลังงาน ใครได้ประโยชน์บ้าง…เมื่อน้ำมันขาขึ้น

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ต.ค.64 เวสต์เท็กซัส ปิดที่ 77.62 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.74% ขณะที่ เบรนท์  อยู่ที่ระดับ 81.26 สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.98% ส่วนดูไบอยู่ที่ 77.30 สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.45% ดังนั้นจากราคาน้ำมันดิบที่ยังเคลื่อนไหวในระดับสูง หุ้นไหนบ้างจะได้รับผลบวก เรามีคำตอบมาให้แล้ว


อย่างไรก็ตาม จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับสูงหน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ได้ออกมาเปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดมากกว่า 3 ปี หลังกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตร (โอเปกพลัส) คงมติการปรับเพิ่มการผลิตที่ 4 แสนบาร์เรลต่อวันสำหรับเดือน พ.ย.64 ในการประชุมครั้งล่าสุด จากปัจจัยการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันโลก แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางกลุ่มจะมีการพิจารณาปรับการผลิตเพิ่มมากกว่ามติที่มีการตกลงไว้ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันดิบมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น


ขณะที่อุปสงค์น้ำมันปรับเพิ่ม หลังได้รับแรงหนุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ มีการนำเข้าน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงแทนที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น


นอกจากนี้ยังมีประเด็นบวกจากองค์การอนามัยโลกรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันทั่วโลก ล่าสุด ณ วันที่ 4 ต.ค.64 อยู่ที่ระดับ 257,172 ราย ลดลงจาก 655,298 รายในเดือนก่อนหน้า หรือคิดเป็นการปรับลดกว่า 60% ขณะที่จำนวนผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับมากกว่า 40% สนับสนุนความต้องการฟื้นตัวเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมัน



เปิดโผหุ้นรับผลบวก

มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อเก็งกำไร หุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น ปิโตรเคมีอย่าง PTT, PTTEP, PTTGC, TOP, SPRC, IVL, IRPC, BCP จากการที่ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา พุ่งขึ้น 1.74 ดอลลาร์ หรือ +2.3% ปิดที่ 77.62 ดอลลาร์/บาร์เรล แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปีนับตั้งแต่เดือนวันที่ 11 พ.ย. 2557 ขานรับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 400,000 บาร์เรล/วันตามคาด


โดยกลุ่มโอเปกพลัสออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมเมื่อวานนี้ว่า โอเปกพลัสมีมติยึดมั่นตามข้อตกลงเดิมในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพียง 400,000 บาร์เรล/วันในแต่ละเดือน แถลงการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าโอเปกพลัสจะยังคงเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 400,000 บาร์เรล/วันในเดือนพ.ย. แม้ว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐและอินเดีย ต่างกดดันให้โอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิตมากกว่า 400,000 บาร์เรล/วัน เพื่อชะลอการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในขณะนี้ 


อย่างไรก็ดี โอเปกพลัสมีความวิตกว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์น้ำมันในไตรมาส 4 ในขณะที่ค่าการกลั่นเช้าวันนี้ยังยืนสูงที่ 6.32 เหรียญบาร์เรล จากวันก่อนที่ 6.35 เหรียญบาร์เรล ดีกว่าค่าเฉลี่ยไตรมาส 3/64 และ 2/64 ที่ 5.33 และ 3.19 เหรียญ/บาร์เรล เป็นบวกกับโรงกลั่น


โดยให้ PTTEP เป็น top pick สำหรับกลุ่ม Oil & gas โดยมีราคาเป้าหมาย 138 บาท, SPRC เป็น top pick ในกลุ่มโรงกลั่น โดยมีราคาเป้าหมาย 11.50 บาทและ PTTGC เป็น top pick ในกลุ่มปิโตรเคมี โดย Bloomberg consensus ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 74.24 บาท


ส่วนมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ฝ่ายวิจัยกำหนดสมมติฐานราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบเฉลี่ยในปี 2564 เท่ากับ 60 เหรียญฯ/บาร์เรล โดยอยู่ภายใต้หลักความระมัดระวัง และตามปัจจัยพื้นฐานที่ยังมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ยังได้รับผลกระทบของ COVID-19 อีกทั้งในภาพระยะยาวคาดการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ จะยังคงค่อยๆเพิ่มขึ้นในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยได้ประเมิน sensitivity analysis ผลกระทบต่อการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบระยะยาวโดยทุกๆ 5 เหรียญฯ/บาร์เรล พบว่ากระทบราคาที่เหมาะสมของ PTT และ PTTEP จะเพิ่มขึ้นราว 2-3 บาท/หุ้น และ 8-10 บาท/หุ้น ตามลำดับ



น้ำมันดิบ
WTI นิวไฮรอบ 7 ปี

บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นสู่ระดับ ปิดที่ระดับ 77.62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 ปี หลังจากที่การประชุมของกลุ่ม OPEC+ ไม่มีอะไรเหนือไปกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยกลุ่ม OPEC+ มีมติเพิ่มปริมาณการผลิตที่ 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ตามมติเดิมที่เคยกำหนดไว้ในการประชุมเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นบวก ต่อกลุ่มน้ำมัน PTTEP PTT TOP SPRC IRPC



เจาะผลงานหุ้นรายตัว

PTT โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 45.00 บาท โดยคาดปีนี้กำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นมาอยู่ที่ระดับ 92,023 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนมีกำไรสุทธิ 37,766 ล้านบาท ส่วนครึ่งหลังปี 64 แม้คาดกำไรสุทธิจะขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฐานต่ำ อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมกำไรสุทธิจะลดลงจากครึ่งปีแรก


โดยธุรกิจปิโตรเคมีของบริษัทในเครือ และธุรกิจก๊าซที่ PTT ดำเนินการเอง จะได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของราคาปิโตรเคมี เพราะอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาด สวนทางต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ขยับขึ้น และแผนการปิดซ่อมบำรุงโรงงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจน้ำมัน และโรงกลั่นจะมีกำไรสต็อกน้ำมันต่ำลงจากครึ่งปีแรก สอดคล้องทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงแล้ว รวมทั้งมีโอกาสขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาทอ่อนค่า



PTTEP ไตรมาส 3 กำไรสวย

ถัดมา PTTEP บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ประเมิน PTTEP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ที่ 8.7 พันล้านบาท เติบโต 22%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 23%จากไตรมาสก่อน โดยไตรมาสนี้คาดว่าจะมีผลของคาดทุนจาก Crude Oil Hedging ราว -1.3 พันล้านบาท ดังนั้นแล้วกำไรปกติในไตมาสนี้จะอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท เติบโต 67%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 9%จากไตรมาสก่อน โดยที่เพิ่มขึ้นนั้นาจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน เพราะปริมาณเรียกก๊าซในอ่าวที่ลดลง


โดยคงประมาณการกำไรปี 64 ที่ 4.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 82%จากปีก่อน และกำไรปกติที่ 3.8 หมื่นล้านบาท เราประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีอาจจะไปแตะระดับที่ 80-85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากความต้องการนำมันที่ปรับเพิ่มสูงกว่าที่ตลาดมองไว้ จากทั้งความต้องการในการใช้ในการเดินทาง (เริ่มมีการเดินทางเพิ่มขึ้น ) และใช้เป็นความร้อน (สภาวะ La Niña ทำให้เกิดความหนาวเย็นมากกว่าปกติ) คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายไปปี 2022 ที่ 160.00 บาท



PTTGC ลุ้น Allnex
สร้างกำไร 6 พันล้านบาท

PTTGC โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 66.00 บาท โดยคาดกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 4.6 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิราว 200 ล้านบาท ซึ่งกำไรครึ่งปีแรกของปี 64 คิดเป็น 75% ของคาดการณ์ทั้งปี ขณะที่หากมองข้ามไปปี 2565 แม้บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าลงทุนใน Allnex (ปิดดีลได้ภายในสิ้นปี  2564) ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างกำไร 6 พันล้านบาท (หลังหักต้นทุนการเงิน)


อย่างไรก็ตาม ประเมินผลประกอบการปี 2565 จะลดลงจากปี 64 เพราะไม่มีกำไรพิเศษจากการจำหน่ายหุ้น GPSC รวมทั้งผลการดำเนินงานหลักจะถูกกดดันจาก Margin ของธุรกิจปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลง จากฐานสูงผิดปกติในปีนี้, การปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของโรงงานโอเลฟินส์ช่วงต้นปี 2565, และไม่มีส่วนแบ่งกำไรจาก GPSC (ราว 2 พันล้านบาท/ปี แต่จะรับรู้เป็นเงินปันผลแทน) ส่งผลให้คาดกำไรปกติปี 2565 ที่ 2.9 หมื่นล้านบาทลดลง 6%จากปี 64



TOP ปีนี้มีกำไรแน่

TOP โดยบริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แม้การดำเนินงานครึ่งปีหลังธุรกิจอะโรเมติกส์และ Lube อาจอ่อนลงจากอุปทานใหม่ทยอยเพิ่มขึ้น รวมถึงปีหน้าที่ยังมีประเด็นการเพิ่มทุนรออยู่ แต่ระยะสั้นทางฝ่ายคาดว่าราคาหุ้นจะได้ปัจจัยบวกจากกลุ่มโรงกลั่นที่กลับมาฟื้นตัวตามอุปสงค์ที่ดีขึ้น รวมถึงการเข้าสู่ฤดูหนาวจะช่วยให้การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น และยังมีปัจจัยหนุนจากการเกิดพายุในสหรัฐทำให้โรงกลั่นต้องหยุดการผลิตซึ่งล้วนหนุนให้เห็น GRM  ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ทำให้คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 61 บาท โดยคาดปีนี้มีกำไร 11,201 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ขาดทุน 3,301 ล้านบาท



SPRC ปีนี้มีกำไร 3 พันล้านบาท

SPRC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 11.50 บาท โดย GRM จะเพิ่มขึ้นจากปัจจัยฤดูกาล อย่างไรก็ตาม SPRC ประกาศปิดซ่อมบำรุงหน่วย RFCCU นอกแผนเป็นเวลา 10-15 วัน ผลกระทบจากการปิดซ่อมบำรุงจะชดเชยด้วย crack spread ของผลิตภัณฑ์ middle distillate ที่สูงกว่าคาดและน่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 4/64


ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดปี 64 มีกำไรสุทธิ 3.0 พันล้านบาท จากปีก่อนมีผลขาดทุนสุทธิ 6.0 พันล้านบาท หลักๆจาก Market GRM ที่สูงขึ้นเป็น 2.84 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก 2.79 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 63 รวมทั้งมีการรับรู้ กำไรจากสต๊อกน้ำมัน เนื่องจากแนวโน้มการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”