“SCBWORLD(E)” ลุย “หุ้นทั่วโลก” ง่ายๆ... สไตล์ “Passive Fund” เริ่มต้นเพียง 1 บาท เท่านั้น !!!
กองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง “กองทุนติดดาว” กองทุนที่ได้เรทติ้ง “Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ‘ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง’ (Risk-adjusted returns) ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง “Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก
ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม “Global Equity” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุน “หุ้น” ที่เป็นส่วนประกอบในดัชนี “MSCI World Index” ซึ่งประกอบด้วยหุ้นของกลุ่มตลาดที่พัฒนาแล้วเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนีดังกล่าว
ท่ามกลางตลาดการลงทุนที่ “ผันผวน” ในปีนี้ “หุ้นโลก” ยังให้ผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี +9.66% (ที่มา: msci.com, วันที่ 30 ก.ค. 26) โดยมูลค่าก็ “สมเหตุผล” มี Forward 12M P/E ที่17.81 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 17.23 เท่า (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 17 ก.ค. 26)
“หุ้นโลก” ยังคงมีความน่าสนใจ แต่รูปแบบการปรับตัวขึ้นจะเปลี่ยนจากการขยายตัวของมูลค่าไปสู่การขับเคลื่อนด้วย "การเติบโตของกำไรบจ." แทน
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มี “กองทุนหุ้นโลก” ที่น่าสนใจ ดีกรี “กองทุน 5 ดาว” จากทาง “Morningstar” มาฝากกัน

“SCBWORLD(E)” ลุย “หุ้นทั่วโลก” ง่ายๆ สไตล์ “Passive Fund”
สำหรับกองทุนรวมที่คัดมาแนะนำกันในครั้งนี้ มีชื่อว่า “SCBWORLD(E): กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ดัชนีหุ้นโลก (ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์)” บริหารจัดการโดย ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ มีความเสี่ยง “ระดับ 6” (เสี่ยงสูง) เริ่มต้น Class เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2565 มีนโยบายลงทุน “หุ้น” ที่เป็นส่วนประกอบในดัชนี “MSCI World Index” ซึ่งประกอบด้วยหุ้นของกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ “representative sampling indexing strategy” โดยมีเปาหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนการลงทนของกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามดัชนีดังกล่าว
ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares MSCI World ETF’ ที่บริหารจัดการโดย BlackRock Fund Advisors

หน้าตาพอร์ต...สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง “หุ้นคุณค่า” และ “หุ้นเติบโต”
จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของกอง ‘SCBWORLD(E)’ มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง “หุ้นคุณค่า” (Value) และ “หุ้นเติบโต” (Growth) เป็นสำคัญ
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 ก.ค. 26) นั้น พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย
-
Technology 30.75%
-
Financial Services 15.62%
-
Industrials 11.35%
-
Healthcare 9.06%
-
Consumer Cyclical 8.85%
ส่วน 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ได้แก่
-
United States 72.07%
-
Eurozone 8.29%
-
Japan 5.68%
-
Europe - ex Euro 3.98%
-
Canada 3.34%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) NVIDIA Corp 5.17%, 2) Apple Inc 4.76%, 3) Microsoft Corp 2.95%, 4) Amazon.com Inc 2.58% และ 5) Alphabet Inc 2.33% ตามลำดับ”

“ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ‘SCBWORLD(E)’ ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 26) เฉลี่ยอยู่ที่ 16.06% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 15.75% ต่อปี) ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่ 15.88% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 15.22% ต่อปี) อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปีย้อนหลังกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -17.10%”
เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เพียง 1 บาท เท่านั้น
นักลงทุนที่กำลังสนใจกองดังกล่าวก็สามารถลงทุนโดยใช้เงินลงทุนขั้นต่ำใน “การซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” อยู่ที่ 1 บาท เท่านั้น ส่วนการขายคืนขั้นต่ำและยอดคงเหลือก็จะอยู่ที่ 1 บาท เช่นเดียวกัน โดยเงื่อนไขการได้รับเงินค่าขายคืนอยู่ที่ 2 วันทำการนับจากวันทำรายการขายคืน (T+2)

สำหรับรายละเอียดการซื้อขายในปัจจุบันจะสามารถทำได้ทั้งผ่านช่องทางออฟไลน์อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จํากัดหรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่บริษัทแต่งตั้งขึ้นและยังมีช่องทางออนไลน์ที่สามารถทำได้ผ่านแอพพลิเคชั่น SCB EASY
“สถาบันการเงิน” ส่วนใหญ่ยังคงมุมมอง “เชิงบวก” ต่อ “สินทรัพย์เสี่ยง” โดยคาดว่า “หุ้นโลก” จะทยอยปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพมากกว่าการเก็งกำไรแบบหวือหวา และเน้นการกระจายตัว (Broadening Out) ไปยังตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากกลุ่ม “บิ๊กเทคฯ สหรัฐ” เพียงอย่างเดียว สำหรับใครที่มองหาโอกาสลงทุนที่สร้างการเติบโตในท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังคง “ผันผวน” และมี “ความไม่แน่นอน” สูงเช่นปัจจุบัน เชื่อว่า “หุ้นโลก” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
