SJWD โชว์ศักยภาพรับมือความผันผวนและบริการโลจิสติกส์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า หนุนไตรมาส 2/69 พุ่งทำนิวไฮ
“บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์” หรือ SJWD โชว์ศักยภาพบริหารธุรกิจรับมือความผันผวนและการให้บริการโลจิสติกส์ที่หลากหลายตอบโจทย์ลูกค้า หนุนผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 พุ่งนิวไฮ ทำรายได้รวม 7,064.8 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 463.4 ล้านบาท ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกปีนี้ 0.20 บาทต่อหุ้น คาดทำผลงานทั้งปีสูงกว่าเป้าหมายจากดีมานด์ที่แข็งแกร่งและมีลูกค้าใหม่ต่อเนื่อง ชูธุรกิจคลังสินค้าทั่วไปได้รับผลดีจากการอยู่ในซัพพลายเชนการลงทุน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย เดินหน้าแผนลดต้นทุนทางการเงิน พร้อมออกหุ้นกู้ชุดใหม่
ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD หนึ่งในผู้นำการให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรในอาเซียน เปิดเผยว่า แม้มีความท้าทายจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานผันผวน แต่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของ SJWD ได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวอย่างรวดเร็ว การมีบริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่หลากหลาย การนำเสนอโซลูชันเพื่อช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหา ความต้องการใช้บริการโลจิสติกส์และคลังสินค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเจรจาขอปรับค่าขนส่งให้สอดคล้องกับต้นทุน ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้รวม 7,064.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% จากไตรมาสก่อน และ 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 463.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.6% จากไตรมาสก่อน และ 64.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่ร่วมลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 201.3 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน เช่น สยาม เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์, บมจ.เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล (ANI), Transimex Corporation ในเวียดนาม, SWIFT ในมาเลเซีย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 15.0% เทียบกับ 14.1% ในไตรมาสก่อน และ 14.0% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่น คลังสินค้าทั่วไป มีรายได้ 388.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.5%, คลังสินค้าอันตราย มีรายได้ 169.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9%, คลังสินค้าห้องเย็น มีรายได้ 327.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4%, บริการขนส่งสินค้าแบบ B2B มีรายได้ 2,359.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3%, บริการขนส่งสินค้าแบบ D2C มีรายได้ 616.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.0%, บริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal) มีรายได้ 283.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5%, ธุรกิจต่างประเทศ มีรายได้ 1,249.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.1% เป็นต้น
“หลังจากเกิดเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บริการโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนและจัดส่งสินค้าได้ตรงตามกำหนดเท่านั้น แต่เลือกใช้บริการจากบริษัทที่มีความยืดหยุ่นปรับตัวได้ไว สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหาได้ ทั้งนี้เนื่องจาก SJWD มีการวางรากฐานของบริการที่หลากหลาย มีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งในทุกประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทและทำให้เราได้ลูกค้าใหม่ในช่วงที่ผ่านมา” ดร.เอกพงษ์ กล่าว
ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้รวม 13,397.0 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 739.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% และ 14.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ ล่าสุด คณะกรรมการบริษัทฯ (บอร์ด) จึงมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากงวดผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 355.3 ล้านบาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 10 กันยายน 2569
ดร.เอกพงษ์ กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2569 มีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมาย เนื่องจากรายได้รวมและกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ทำได้มากกว่าเป้าหมายและมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายรายได้ทั้งปีประมาณ 26,000 ล้านบาท ขณะที่การดำเนินธุรกิจในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมายังเป็นไปตามที่คาดการณ์ และมีปัจจัยบวกในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่ (1) ความต้องการใช้บริการโลจิสติกส์และเช่าพื้นที่คลังสินค้าที่ดีต่อเนื่อง เป็นผลมาจากสถานการณ์ราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ผันผวน ทำให้ผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบมาจัดเก็บเพิ่มขึ้นเพื่อบริหารความเสี่ยง (2) ธุรกิจคลังสินค้าทั่วไป อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการพัฒนา "AI” และ “ดาต้าเซ็นเตอร์" ในประเทศไทย โดยมีผู้เช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ เช่น ชิป, แผงวงจร, สายไฟฟ้าที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันมีการจัดเก็บสินค้ากลุ่มดังกล่าวรวมประมาณ 25,000 พาเล็ต และคาดว่าจะมีปริมาณการจัดเก็บเพิ่มขึ้นอีก 30% ภายในระยะเวลา 12 เดือน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประมูลงานดังกล่าวเพิ่มเติม และ (3) การวางแผนลดต้นทุนทางการเงิน โดยเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ในวงเงิน 1,500 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในปีนี้จำนวน 3,700 ล้านบาท เนื่องจากสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดภายในบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีดีลที่อยู่ระหว่างเจรจา 2-3 ดีล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งบริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายปีนี้
