SENA สบจังหวะช่วงวิกฤติ ทุ่ม 2 พันลบ.ซื้อคอนโด 3 แห่งเติมพอร์ต
SENA พลิกวิกฤติเป็นโอกาส เดินเกมเทกโอเวอร์โครงการใหม่เติมพอร์ต ล่าสุดโชว์ช้อนซื้อคอนโด 3 แห่ง มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท แย้มช่วงที่เหลือของปีนี้คาดปิดดีลอีก 3 โครงการมูลค่ารวมราว 2,000 ล้านบาท หวังปั้มยอดขาย -สร้างรายได้เร็วขึ้น
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยังคงเดินเกมตามพันธกิจต้นปีที่วางไว้ภายใต้มาตรการ “SENA Strong” พร้อมปรับตัว ปรับกลยุทธ์ใหม่ให้เหมาะกับสถานการณ์และกำลังซื้อในปัจจุบัน และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสใหม่ ๆให้กับธุรกิจ โดยที่ผ่านมาเน้นซื้อที่ดินเปล่ามาพัฒนาเองตั้งแต่เริ่มลงเสาเข็ม แต่ปัจจุบันด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้มีโครงการที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินไปต่อไปไม่ได้หลายโครงการ
ดังนั้นทำให้ทางเสนาเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจด้วยการเข้าเทคโอเวอร์โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งข้อดีคือ ประหยัดทั้งเวลาและต้นทุน สามารถรับรู้รายได้ได้เร็ว ที่สำคัญคือ โครงการเหล่านี้อยู่บนทำเลที่ดีมีศักยภาพและบางโครงการมาพร้อมกับลูกค้าเก่าที่เตรียมพร้อมโอนแล้ว แต่ที่ผ่านมาอาจติดเรื่องเงินทุนหมุนเวียนเท่านั้น
โดยปัจจุบันทางเสนาเข้าซื้อโครงการคอนโดมิเนียมแล้ว 3 ทำเล มูลค่ารวมราว 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.ย่านรัตนาธิเบศร์ 2.ย่านเจริญนคร 3.ย่านบางซื่อ - เตาปูน โดยทั้ง 3 โครงการ พัฒนาภายใต้แบรนด์ใหม่ “เฟล็กซี่ (FLEXI)” แบรนด์ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของคนรุ่นใหม่ Gen Y & Gen Z และคนรุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายในการใช้ชีวิตและสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองและพร้อมยืดหยุ่นได้ตลอดเวลา “เฟล็กซี่ (FLEXI)” ถูกนำมาใช้กับโปรเจกต์แรก “เฟล็กซี่ (FLEXI) รัตนาธิเบศร์”
พร้อมกับนำแนวคิด Made From Her การสร้างที่อยู่อาศัยจากความใส่ใจและเก็บทุกรายละเอียดในการอยู่อาศัยมาเพื่อพัฒนาโปรดักส์และการบริการเพื่อให้ลูกค้าของเสนาได้รับสินค้าและการบริการที่ดีที่สุด ทั้งฟังก์ชันของเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ รวมถึงบริการหลังการขายผ่านแอพพลิเคชั่น SENA 360 แอพเดียวที่ช่วยแจ้งซ่อม ซื้อ-ขาย ฝาก เช่า ให้กับลูกบ้านได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
ทั้งนี้บริษัทยังมีแผนเข้าซื้อโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ระหว่างเจรจาราว 3-4 โครงการ โดยวางเป้าจะเห็นการเข้าซื้อโครงการใหม่ในช่วงที่เหลือของปีนี้อีกราว 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท (แบบบวกลบ) อย่างไรก็ตามไม่สามารถบอกได้ว่าการเข้าซื้อโครงการใหม่ต้องให้อัตราผลตอบแทนของการลงทุน (IRR) เท่าไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ ส่วนแหล่งเงินทุนนั้นจะมาจากการร่วมทุนกับพันธมิตรและการกู้ยืมสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทมีนโยบายคงรักษาอัตราหนี้สินต่อทุนให้ไม่เกินระดับ 2 เท่า และรักษากระแสเงินสดที่ได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการไว้
สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มชะลอตัว กระทบต่อรายได้ของประชาชนลดลง และภาระหนี้สินครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อในระดับสูงขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ถดถอยส่งผลให้กำลังซื้อขาดความเชื่อมั่น
ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังไม่เร่งเปิดโครงการใหม่จากความไม่แน่นอนของโควิด-19 แต่ในแง่ของผู้ซื้อที่มีความพร้อม ถือเป็นจังหวะที่ดีในการซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้ เพราะราคาขายดร็อปลงมาค่อนข้างมาก อัตราดอกเบี้ยต่ำ
โดยประเมินว่าภาพรวมภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยคาดว่าฟื้นตัวในปี 2565 หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายภายในสิ้นปีนี้ และวัคซีนเข้ามาในประเทศมากขึ้น คนส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีนมากกว่า 70% วิถีชีวิตคนเริ่มกลับมาทำงานมีรายได้ปกติ สังคมมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง เมื่อเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้นก็จะส่งผลบวกต่อภาพรวมธุรกิจอื่นด้วย โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ปีนี้ถือเป็นปีที่ต้องมีการปรับตัวให้เร็วและให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน
“ภาพรวมตลาดอสังหาฯ จะเป็นไปตามเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจดี อสังหาฯก็จะดีตามไปด้วย โดยดูจากเทรนด์แล้วจะค่อยๆขึ้นทีละนิดหลังจากปีนี้ไป ตามเศรษฐกิจที่ค่อยๆขึ้น ซึ่งสิ่งที่เราเรียนรู้จากโควิดที่ผ่านมาคืออสังหาฯเป็นปัจจัยสี่ ทำให้มีความพิเศษ โดยเมื่อคนเริ่มมีกำลังซื้อดีมานด์ก็จะกลับมา แต่ความยากนั้น แม้กำลังซื้อจะกลับมา แต่การปล่อยกู้ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน เพราะธนาคารเอง ก็ต้องรอให้รู้สึกว่าคนที่มากู้มีรายได้เสถียรก่อน ดังนั้นเชื่อว่าการกลับมาของเศรษฐกิจ และอสังหาฯ จะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ แม้เปิดประเทศก็ต้องมาลุ้นกันว่า นักท่องเที่ยวจะเข้ามาประเทศไทยหรือไม่” ผศ.ดร.เกษรา กล่าว
ส่วนเป้ายอดขายในปีนี้ ทางบริษัทปรับลดลงเหลือ 7,111 ล้านบาท ด้านยอดโอนของบริษัทได้ปรับลดลงมาเหลือ 6,943 ล้านบาท โดยในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ส.ค. 64) บริษัทสามารถทำยอดขายได้แล้ว 3,200 ล้านบาท ปัจจุบันยอดรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ทั้งหมด 7,052 ล้านบาท ( ณ สิ้นเดือน มิถุนายน 2564) สามารถรับรู้ในปีนี้ 3,689 ล้านบาท
ด้านประเด็นมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองอสังหาฯ เหลือรายการละ 0.01% ที่จะสิ้นสุดมาตรการเดือนธ.คนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการอยากให้ขยายต่อ และอยากให้ขยายเพิ่มไปกลุ่มระดับ 3-5 ล้านบาท เนื่องจาก กลุ่ม 3-5 ล้านบาทนั้นมีโครงการที่เหลืออยู่จำนวนมาก จึงมองว่าควรแก้ในจุดนี้ด้วย
