HENG ลีสซิ่งน้องใหม่เปิดเทรดบวก 64.10% ลุยขยายสาขาโตเกือบ 1 เท่าตัวภายในปี 66
ถึงคิวของบริษัทลีสซิ่งน้องใหม่มาแรงอย่าง HENG หรือ บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันนี้เป็นวันแรก โดยเปิดตลาดที่ราคา 3.20 บาท เพิ่มขึ้น 64.10% จากราคาไอพีโอที่ 1.95 บาท
โดยคุณวิชัย ศุภสาธิตกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านจากใจจริง ที่ให้ความเชื่อมั่นกับบริษัทและสะท้อนออกมาในราคาหุ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อนักลงทุนเชื่อมั่นในบริษัท บริษัทก็จะดำเนินงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงมีความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ด้านคุณสุธารทิพย์ พิสิฐบัณฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนบริษัทจะนำไปขยายธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงรองรับแผนขยายสาขา และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น Software และ Mobile Application สำหรับการให้บริการสินเชื่อของบริษัทประมาณ 60 – 90 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนและชำระเงินกู้แก่สถาบันการเงิน
สำหรับแผนการขยายสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 2/64 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่ออยู่ที่ 8,400 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปี 2564 สินเชื่อของบริษัทจะเติบโตจากปีก่อนประมาณ 7-8% และในปี 2566 จะขยายเพิ่มเป็น 14,800 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 28-30% ส่วนหนี้สงสัยจะสูญ (NPL) ณ สิ้นไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 3.7% บริษัทคาดว่าสิ้นปีนี้จะสามารถบริหารจัดการ NPL ให้ลดลงมาอยู่ที่ 3.5% และคาดว่าปี 2566 NPL จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมที่ 2.9%
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะขยายสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายปี 2566 สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 47% จากปัจจุบันอยู่ที่ 27% ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อจะปรับสัดส่วนลงมาอยู่ที่ 37% จากปัจจุบันอยู่ที่ 65% นอกจากนี้ ยังมีแผนจะขยายสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์มากขึ้น คาดว่าปี 2566 พอร์ตสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 8% ของพอร์ตสินเชื่อรวม จากปัจจุบันอยู่ที่ 4%
ส่วนการเติบโตของรายได้จะสัมพันธ์กับการเติบโตของสาขา โดยบริษัทตั้งเป้าหมายภายในปี 2566 สาขาจะเพิ่มเป็น 830 สาขา จากสิ้นไตรมาส 2/64 มีสาขาอยู่ที่ 451 สาขา ซึ่งการขยายสาขานอกจากจะทำให้สินเชื่อของบริษัทเติบโตแล้ว ยังทำให้เครือข่ายพันธมิตรเตนท์รถมือสองของบริษัทเติบโตตามไปด้วย โดยปัจจุบันบริษัทมีพันธมิตรเตนท์รถมือสองประมาณ 5,100 เตนท์
กรณีที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เตรียมออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ จักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตร เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา โดยจะควบคุมเพดานอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ระบุในสัญญาได้ไม่เกิน 15% ต่อปี และห้ามเก็บหนี้ส่วนที่เหลือในกรณีที่ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถ (คืนรถจบหนี้) นั้น บริษัทมองว่าจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะแม้ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อรวมจะมีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อประมาณ 65% แต่พอร์ตของบริษัทเป็นรถปิกอัพและรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนของรถจักรยานยนต์น้อยมาก ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทคิดจึงใกล้เคียงกับอัตราหนี้ที่ สคบ. จะควบคุมที่ระดับ 14-16% และในปี 2566 บริษทัจะเน้นการขยายสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมากขึ้น รวมถึงเน้นการทำโปรดักซ์มิกและสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งจะทำให้โครงรายได้ของบริษัทยังเป็นไปตามที่ประมาณการไว้
อย่างไรก็ตาม การที่ ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เข้ามาถือหุ้นในบริษัทประมาณ 10% ทำให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือและแข็งแกร่งมากขึ้น ขณะเดียวก็มีโอกาสสร้างความร่วมมือต่างๆ ร่วมกันในอนาคต ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้มีการพูดคุยอย่างชัดเจน แต่เชื่อว่ามีแผนที่จะทำธุรกิจร่วมกันต่อไป
