OSP ส่งสัญญาณบวก Q3/69 คงเป้าปีนี้รายได้โต Single Digit M-150 พรีเมียมหนุน แม้กำลังซื้อท้าทาย เร่งใช้ AI-Automation ลดต้นทุนต่อเนื่อง

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของ OSP ตั้งแต่ช่วงต้นไตรมาส 3/69 จนถึงปัจจุบันยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยสถานการณ์ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นและสามารถควบคุมต้นทุนได้ค่อนข้างดี ซึ่งมีทิศทางใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีแรก บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ไว้ที่ระดับเลขหลักเดียว (Single Digit) และมีความมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายได้หากไม่มีสถานการณ์สงครามรุนแรงเพิ่มเติมในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20%


สำหรับกำลังซื้อในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ประเมินว่าจะไม่แตกต่างจากปัจจุบันมากนัก แม้เม็ดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคจะมีความท้าทาย แต่บริษัทฯ ไม่พบปัจจัยลบที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจ เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากกลยุทธ์ Premiumization ในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง (Energy Drink) โดยเฉพาะแบรนด์หลักอย่าง M-150 ที่เติบโตได้ดีจากการออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ ซึ่งกลุ่มสินค้าพรีเมียมมีการเติบโตสูงและช่วยผลักดันภาพรวมของตลาด เนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มมีความพร้อมที่จะจ่าย (Willing to pay) สำหรับสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นเพื่อแลกกับคุณค่าที่ได้รับ


ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทฯ มุ่งเน้นการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน โดยเฉพาะที่ฐานการผลิตในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีการนำระบบ Automated Warehouse มาใช้ ส่งผลให้สามารถลดจำนวนพนักงานในส่วนงานดังกล่าวลงได้ประมาณ 200-300 คน


นอกจากนี้ การรวมศูนย์การผลิตสินค้าประเภทเครื่องดื่มไว้ที่เดียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตขึ้นประมาณ 15% และสามารถลดต้นทุนรวมได้ประมาณ 300 ล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทตั้งเป้าหมายลดต้นทุนการผลิตในระดับเลขหลักเดียวทุกปี


ทั้งนี้ การเติบโตของบริษัทถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “System Behind the Growth” หรือระบบเบื้องหลังการเติบโต ซึ่งเป็นการบูรณาการขีดความสามารถหลัก 6 ด้าน ประกอบด้วย พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์, การเข้าถึงตลาด (Route to Market), ประสิทธิภาพการผลิต, ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience), การพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงเทคโนโลยีและบุคลากร เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัว สามารถบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และพร้อมรองรับโอกาสการเติบโตในระยะยาว


นอกจากนี้ บริษัทได้ให้ความสำคัญกับนโยบายความยั่งยืน (Sustainability) โดยได้กำหนดกรอบการดำเนินงานเป้าหมายปี 2569–2573 ครอบคลุมการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 50% ภายในปี 2569 จากปีฐาน 2565 เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 17% มุ่งสู่บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ 100% ในกรณีที่เทคโนโลยีรองรับ และเก็บกลับเศษแก้วสะสม 625,000 ตัน ตลอดจนเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero GHG Emissions by 2050
News Update