Q4/69 ยังเหวี่ยง “ทรีนีตี้” แนะช้อนตอนแพนิค ชูกลยุทธ์ Buy the Dip 5 ธีมหุ้นเด่น รับกำไรฟื้น-FDI-ท่องเที่ยว
บล.ทรีนีตี้ มอง Q4/69 ยังผันผวน ประเมิน SET 1,500-1,700 จุด แนะกลยุทธ์ Buy the Dip ชู 5 ธีมเด่น รับ Sector Rotation จับตา Fed-เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ-ภูมิรัฐศาสตร์ กดดันตลาด ฟากทองคำจบรอบพักฐาน แนะสะสม 4,000 ดอลลาร์ ลุ้นปีหน้าฟื้นแตะ 5,000 ดอลลาร์
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นโลกในไตรมาส 4/69 มีแนวโน้มอยู่ในภาวะ “Tug-of-War” ระหว่างปัจจัยมหภาคที่กดดันตลาด และปัจจัยจุลภาคที่ยังช่วยประคอง ทำให้ตลาดในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีมีแนวโน้มผันผวน โดยกรอบการปรับขึ้นและลงยังค่อนข้างจำกัด
โดยปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งแรกของรอบในช่วงกลางเดือนกันยายน และยังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปี ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก
จากสถิติในอดีต หลัง Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของวงจร ตลาดหุ้นโลกมักเคลื่อนไหว Sideways ถึงปรับตัวลงในช่วง 1-3 เดือนแรก จากการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวหากการขึ้นดอกเบี้ยเป็นเพียงการปรับนโยบายเข้าสู่ระดับสมดุล และเศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. 69 โดยทรีนีตี้ประเมินกรณีฐานว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่รีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้อย่างหวุดหวิด ส่งผลให้เกิดภาวะ Divided Congress ซึ่งอาจทำให้แรงกระตุ้นทางการคลังในปี 2570-2571 ลดลง
นอกจากนี้ ประเด็น Government Shutdown และเพดานหนี้สหรัฐฯ มีโอกาสกลับมาเป็นความเสี่ยงต่อตลาด ขณะที่มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ คาดว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีโอกาสยืดเยื้อ อาจทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงและกดดันเงินเฟ้อต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยมหภาคยังเป็นแรงประคองตลาด โดยเฉพาะแนวโน้มการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่เริ่มกระจายตัวในหลายอุตสาหกรรม หลังผลประกอบการไตรมาส 2/69 ออกมาดีกว่าคาด และหลายบริษัทให้ Guidance ดีกว่าประมาณการเดิมของนักวิเคราะห์ สะท้อนการฟื้นตัวของกำไรที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น
แนวโน้มกำไรที่ดีขึ้นส่งผลให้ Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ขณะที่ Implied Equity Risk Premium (ERP) อยู่ที่ประมาณ 5.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 4% สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมี Risk Premium และ Valuation Support ในระดับที่ดี
ขณะที่ Real Policy Rate ยังติดลบประมาณ 1.0-1.9% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุน Risk Appetite และพฤติกรรม Hunger for Yield ของนักลงทุนในประเทศ โดยทรีนีตี้มองว่าระดับที่เหมาะสมไม่ควรติดลบมากกว่า 3% ทั้งนี้ ต้องติดตามเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด หาก CPI เร่งตัวแตะ 4% หรือสูงกว่า อาจทำให้ Real Policy Rate ติดลบมากเกินไปและลดทอนปัจจัยบวกดังกล่าว
ด้าน Market Breadth แม้ SET จะทำจุดต่ำใหม่ แต่ไม่ได้ทำจุดต่ำใหม่ตาม สะท้อนความแข็งแกร่งของราคาหุ้นที่เริ่มกระจายไปยังหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น และเป็นอีกปัจจัยช่วยจำกัด Downside ของตลาด
ประเมิน SET กรอบ 1,500-1,700 จุด
ทั้งนี้ ทรีนีตี้ประเมินเป้าหมาย SET Index ด้วย PE Model โดยกำหนด Forward P/E กรณีดี กรณีฐาน และกรณีแย่ที่ 15.9 เท่า 14.8 เท่า และ 13.8 เท่า ตามลำดับ เมื่อคำนวณกับคาดการณ์ EPS ปี 2569 จาก Bloomberg Consensus ที่ประมาณ 110 บาท จะได้ SET ที่เหมาะสม 1,750 จุด 1,630 จุด และ 1,510 จุด ตามลำดับ
เมื่อเทียบกับ SET ปัจจุบันบริเวณ 1,580 จุด มองว่าตลาดยังไม่ได้อยู่ในระดับ Valuation ที่ตึงตัวมากเกินไป อย่างไรก็ตาม หากเกิด Panic Sell จากปัจจัยมหภาค มีโอกาสลงทดสอบบริเวณ 1,500 จุด แต่ไม่น่าหลุดกรอบดังกล่าว ขณะที่ Upside ก็มีข้อจำกัดจาก Valuation เชิงสัมพัทธ์ที่เมื่อเทียบกับพันธบัตรผ่าน Earnings Yield Gap และ Dividend Yield Gap ปรับลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีแล้ว
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 4/69 แนะนำ “Bottom Fishing” หรือ “Buy the Dip” มากกว่าการไล่ซื้อหุ้น โดยรอจังหวะตลาดเกิด Panic Sell จากปัจจัยมหภาค แล้วทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี พร้อมเน้น Sector Rotation และ Stock Selection
สำหรับ 5 ธีมหุ้นเด่น ได้แก่ 1. กลุ่มปศุสัตว์ BTG และ TFG รับราคาสุกรและไก่เนื้อฟื้นตัว ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ลดลง
2.กลุ่มท่องเที่ยว AWC และ ERW รับ High Season และราคาหุ้นที่ยัง Laggard SET ราว 20% ตั้งแต่ต้นปี
3.กลุ่มค้าปลีก CRC และ COM7 ได้แรงหนุนจากการจับจ่ายปลายปีและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ
เมื่อเทียบกับ SET ปัจจุบันบริเวณ 1,580 จุด มองว่าตลาดยังไม่ได้อยู่ในระดับ Valuation ที่ตึงตัวมากเกินไป อย่างไรก็ตาม หากเกิด Panic Sell จากปัจจัยมหภาค มีโอกาสลงทดสอบบริเวณ 1,500 จุด แต่ไม่น่าหลุดกรอบดังกล่าว ขณะที่ Upside ก็มีข้อจำกัดจาก Valuation เชิงสัมพัทธ์ที่เมื่อเทียบกับพันธบัตรผ่าน Earnings Yield Gap และ Dividend Yield Gap ปรับลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีแล้ว
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 4/69 แนะนำ “Bottom Fishing” หรือ “Buy the Dip” มากกว่าการไล่ซื้อหุ้น โดยรอจังหวะตลาดเกิด Panic Sell จากปัจจัยมหภาค แล้วทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี พร้อมเน้น Sector Rotation และ Stock Selection
สำหรับ 5 ธีมหุ้นเด่น ได้แก่ 1. กลุ่มปศุสัตว์ BTG และ TFG รับราคาสุกรและไก่เนื้อฟื้นตัว ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ลดลง
2.กลุ่มท่องเที่ยว AWC และ ERW รับ High Season และราคาหุ้นที่ยัง Laggard SET ราว 20% ตั้งแต่ต้นปี
3.กลุ่มค้าปลีก CRC และ COM7 ได้แรงหนุนจากการจับจ่ายปลายปีและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ
4.กลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป STA และ TVO มีโอกาสได้ประโยชน์จากความเสี่ยง Super El Niño ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรตึงตัวและราคาปรับตัวสูงขึ้น
5.กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จาก FDI ได้แก่ AMATA และ STECON รับกระแสการกระจายฐานการผลิตและการลงทุน Data Center ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทองคำจบรอบพักฐาน ลุ้น 5,000 ดอลลาร์
ด้านนายกมลชัย พลอินทวงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ราคาทองคำหลังขึ้นไปทำจุดสูงสุดชั่วคราวบริเวณ 5,600 ดอลลาร์/ออนซ์ และปรับฐานยาวประมาณ 5 เดือน ปัจจุบันผ่านจุดต่ำสุดที่ 3,900 ดอลลาร์/ออนซ์แล้ว
โดยมองว่าอยู่ในช่วงปลายของการพักฐานและมีสัญญาณทางเทคนิคเตรียมฟื้นตัว ขณะที่ภาพระยะกลางถึงยาวยังเป็นบวก หลังราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์และ 75 สัปดาห์ได้แข็งแกร่ง
สำหรับระยะสั้นคาดทองคำแกว่งสร้างฐานบริเวณ 4,000-4,100 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 3,900 ดอลลาร์ หากผ่าน Trend Line ขาลงได้ มีแนวต้านตาม Fibonacci ที่ 4,500 ดอลลาร์ 4,700 ดอลลาร์ และ 4,900 ดอลลาร์ ตามลำดับ ส่วนทองคำแท่ง 96.5% มีแนวรับ 63,000 บาท และแนวต้าน 70,000-72,000 บาท
โดยมองว่าอยู่ในช่วงปลายของการพักฐานและมีสัญญาณทางเทคนิคเตรียมฟื้นตัว ขณะที่ภาพระยะกลางถึงยาวยังเป็นบวก หลังราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์และ 75 สัปดาห์ได้แข็งแกร่ง
สำหรับระยะสั้นคาดทองคำแกว่งสร้างฐานบริเวณ 4,000-4,100 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยมีแนวรับสำคัญที่ 3,900 ดอลลาร์ หากผ่าน Trend Line ขาลงได้ มีแนวต้านตาม Fibonacci ที่ 4,500 ดอลลาร์ 4,700 ดอลลาร์ และ 4,900 ดอลลาร์ ตามลำดับ ส่วนทองคำแท่ง 96.5% มีแนวรับ 63,000 บาท และแนวต้าน 70,000-72,000 บาท
ทรีนีตี้คาดทองคำจะเคลื่อนไหวออกข้างในเดือนตุลาคม ก่อนเริ่มเห็นการฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และมีเป้าหมายบริเวณ 4,900-5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า
ส่วนกลยุทธ์ แนะนำทยอยสะสมแบบ DCA บริเวณ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์ บวกลบ เพื่อถือรอทำกำไรบริเวณ 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกทยอยซื้อในช่วงสร้างฐาน และสำรองอีกส่วนไว้ถัวเฉลี่ยหากราคาผันผวน
Most Viewed
Stock of the Day
ทำความรู้จัก AWR พอร์ต 5 ทรัพย์สินคุณภาพ จาก AWC
Updated 19 hours ago
Stock of the Day
หุ้นพลังงาน-ปิโตรฯ วิ่งคึก! รับ Supply น้ำมันทั่วโลกยังตึงตัว Product Spread ฟื้นตัว หนุนค่าการกลั่น
Updated 1 day ago
News Highlight
ADVICE เปิดบ้านรับ Thai VI กางแผนรุกตลาดไอทีรับ High Season ชู AI PC–โซลูชันองค์กร เดินหน้าขยาย iStore
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ตลาดหุ้นไทยยังแกร่ง! โบรกฯ คาดกำไร Q3/69 โตเด่น 39% EPS ช่วงที่เหลือยังมีโอกาสถูก Upgrade พร้อมชี้เป้าหุ้นงบสวย ลุ้นโตเด่นถึงปีหน้า
Updated 1 day ago
Stock of the Day
CPAXT โบรกฯ ประสานเสียง พิษปิดสาขากด Q3/69 ขาดทุน หวั่นกำไรปี 69-70 มีดาวน์ไซด์ ลุ้น Q4/69 ฟื้น แต่ต้นทุนยังกดดัน
Updated 13 hours ago
Follow Us
News Update
