Official Update :

PEIT ชงรัฐคุมโควตา PE-PP นำเข้าจาก UAE แนะปริมาณเหมาะสม 5-6 หมื่นตัน/ปี หวั่นเปิดเสรีทันทีกระทบอุตสาหกรรมพลาสติกไทย

การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) ระหว่างไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดหรือยกเลิกกำแพงภาษีระหว่างกัน และเพื่อขยายตลาดส่งออกใหม่ให้แก่สินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ซึ่งจากผลการประเมินคาดว่าความตกลง CEPA จะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 10,700–12,200 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีความตกลง


แม้การเปิดเสรีทางการค้าดังกล่างข้างต้น จะสร้างโอกาสในการระบายสินค้าเกษตรสู่ตลาดตะวันออกกลาง แต่ขณะเดียวกันการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้าอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลาสติก Polyethylene (PE) และ Polypropylene (PP) ซึ่งนับเป็นห่วงโซ่อุปทานสำคัญในระบบเศรษฐกิจไทย


โดยดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT) ให้มุมมองว่า  อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก PE และ PP ของไทยมีมูลค่าลงทุนขนาดใหญ่ต่อเนื่องและสร้างรายได้สูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 8.5% ของ GDP และสร้างรายได้จากการส่งออกสูงถึง 486,000 ล้านบาท โดยไทยมีประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สำคัญ เช่น จีน ซาอุดีอาระเบีย เกาหลีใต้ ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติก PP และ PE รวมประมาณ 188,131 และ 148 ตันต่อปีตามลำดับ    


นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการจ้างงานรวมกว่า 414,000 คน แบ่งเป็น แรงงานในภาคปิโตรเคมี 54,000 คน และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 360,000 คน โดยเม็ดพลาสติกต้นน้ำอย่าง PE และ PP มีบทบาทเปรียบเสมือนวัตถุดิบตั้งต้นที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่อเนื่องได้มากกว่า 20 เท่า ครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์ และการก่อสร้าง


ขณะเดียวกันในเชิงโครงสร้างอุปสงค์และอุปทาน ข้อมูลปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยอยู่ในสถานะผู้ส่งออกสุทธิ (Net Exporter) โดยมีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก PE และ PP รวม 6,196 พันตันต่อปี แบ่งเป็น การจำหน่ายภายในประเทศ 2,511 พันตันต่อปี และส่งออก 3,685 พันตันต่อปี ขณะที่ความต้องการใช้ภายในประเทศอยู่ที่ 3,575 พันตันต่อปี ซึ่งสะท้อนว่ากำลังการผลิตของโรงงานในประเทศสามารถตอบสนองอุปสงค์ได้อย่างเพียงพอ


ในทางตรงกันข้าม UAE มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างด้านต้นทุนการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบที่ต่ำกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง UAE มีแผนขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติก PE และ PP เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 ล้านตันภายในปี 2572 ในขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศของ UAE มีแนวโน้มทรงตัว ทำให้คาดการณ์ว่าจะมีกำลังการผลิตส่วนเกินถึง 20–30% ถูกส่งออกมาระบายในภูมิภาคอาเซียนและไทย


หากมีการยกเลิกภาษีนำเข้าเม็ดพลาสติก PE และ PP จากเดิมที่ไทยจัดเก็บในอัตรา 5% ให้เหลือ 0% ในทันทีโดยไม่มีมาตรการรองรับ คาดว่าปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติกราคาต่ำจาก UAE จะเพิ่มสูงขึ้นจนคิดเป็นสัดส่วน 17% ของตลาดรวมในประเทศ ส่งผลให้ไทยอาจเผชิญการขาดดุลการค้ากับ UAE เพิ่มขึ้นจาก 12,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เป็น 14,430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


เมื่อพิจารณาโครงสร้างการนำเข้าในปี 2568 พบว่าปัจจุบันไทยมีการนำเข้ากลุ่มเม็ดพลาสติก PE จากซาอุดิอาระเบียและเกาหลีใต้เป็นหลักที่ 98,000 และ 94,000 ตันต่อปีตามลำดับ ในขณะที่ UAE มีปริมาณการนำเข้าเพียง 27,000 ตันต่อปี จากปริมาณการนำเข้ารวมทั้งหมด 598,000 ตันต่อปี ขณะที่กลุ่มเม็ดพลาสติก PP มีการนำเข้าจากจีนเป็นหลักที่ 157,000 ตันต่อปี ในขณะที่ UAE อยู่ที่ 37,000 ตันต่อปี จากปริมาณการนำเข้ารวมทั้งหมด 447,000 ตันต่อปี


แม้ในปัจจุบันปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติกจาก UAE จะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักอย่างซาอุดีอาระเบีย เกาหลีใต้ หรือจีน แต่ลักษณะโครงสร้างทางการค้าระหว่างไทยกับ UAE มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของจีน เนื่องจากจีนมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกขั้นปลายจากไทยกลับคืนในลักษณะการค้าสองทาง (Two-way Trade) ที่ช่วยสร้างความสมดุลให้แก่ห่วงโซ่การผลิต ในทางตรงกันข้าม UAE ดำเนินบทบาทเป็นผู้ส่งออกเม็ดพลาสติกต้นน้ำเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีการรับซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกแปรรูปกลับจากไทย


ดังนั้น การเปิดการค้าเสรีระหว่างไทยกับ UAE โดยทันทีในภาวะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกอยู่ในวัฏจักรขาลง และผู้ผลิตในประเทศประสบปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบแนปทาอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตต้นน้ำ และส่งผลกระทบเชิงลบต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน


จากข้อเท็จจริงดังกล่าว สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทยจึงได้เสนอแนวทางการเจรจาข้อตกลง CEPA ไทย–UAE เพื่อให้เกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจ ดังนี้

  • เพื่อให้ผู้ประกอบการปิโตรเคมีมีเวลาปรับตัว อาจมีแนวทาง เช่น คงอัตราภาษีอากรนำเข้า PE และ PP ที่ระดับ 5% ไว้ในระยะแรก (เช่น 5–7 ปี) ก่อนจะทยอยปรับลดลงเป็นขั้นบันได เช่นเดียวกับแนวทางที่ประเทศอินเดียและอินโดนีเซียใช้ในการเจรจาความตกลงการค้ากับ UAE เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตในประเทศปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต

 

  • รวมถึงมีการกำหนดโควตาการนำเข้าเม็ดพลาสติกให้สอดคล้องกับปริมาณการค้าในอดีตที่ประมาณ 50,000 – 60,000 ตันต่อปี พร้อมติดตามและทบทวนผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อุตสาหกรรมในประเทศมีการเตรียมตัว และพิจารณาเจรจามูลค่าของสินค้าที่จะแลกเปลี่ยนโดยคำนึงถึงมูลค่า มี value chain ที่สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทย และจูงใจให้มีการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นด้วย

 

  • ให้การทำความตกลง CEPA เป็นตัวเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่การผลิตและสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุล โดยหากมีความจำเป็นต้องจัดทำความตกลง CEPA ระหว่างไทย - UAE ก็ควรเจรจาควบคู่กับการร่วมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่กันและกัน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรม
    ปิโตรเคมีของไทย

 

  • เสนอให้ไทย – UAE ร่วมกันใช้จุดแข็งเพื่อเสริมสร้างประโยชน์ที่เกื้อกูลกัน (synergy) โดยประเทศไทยอาจสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารแก่ UAE ขณะที่ UAE ก็สนับสนุนด้านความมั่นคงทางพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีแก่ไทย มากกว่าการเปิดให้นำเข้าสินค้าสำเร็จรูปที่ไทยผลิตได้เพียงพออยู่แล้วเพียงอย่างเดียว


"เราไม่ได้คัดค้านการเปิดเสรีทางการค้า และเข้าใจถึงประโยชน์ในภาพรวมของประเทศดี เพียงแต่การเจรจาแลกเปลี่ยนต้องเป็นไปอย่างสมดุลและสมน้ำสมเนื้อ โดยอยากให้ภาครัฐประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพราะผลประโยชน์จากสินค้าเกษตรเกิดขึ้นเพียงทอดเดียว แต่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติกมีห่วงโซ่การผลิตต่อเนื่องถึงสิบทอด ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่ามาก" ดร.คุรุจิต กล่าวปิดท้าย