Official Update :

โพยหุ้น คัดหุ้นเด่นในเดือนพ.ย.

เข้าสู่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2564 กันแล้ว ท่ามกลางมาตรการผ่อนคลายเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้เป็นต้นไปก็จะเข้าสู่การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ภาครัฐเชื่อว่าจะมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี แต่อย่างไรก็ตามจากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เฉียดหมื่นรายต่อวัน และโควิดสายพันธุ์ใหม่ๆที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นแรงกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเช่นเคย


ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน พ.ย.นี้ยังมีประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดทั้งการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นวันแรกในวันนี้ (1 พ.ย.) ประกอบกับการประชุม OPEC+ วันที่ 4 พ.ย. นี้ และผลการประชุม FED ที่บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หลายฝ่ายมองว่า FED น่าจะดำเนินนโยบาย QE Tapering ในการประชุมครั้งนี้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าติดตามเพิ่มเติม คือ มุมมองของ FED ต่อแนวทางการปรับดอกเบี้ยนโยบายในปี 65 หลังตลาดคาดว่า FED จะปรับดอกเบี้ยขึ้น 2 ครั้งในปีหน้า และอาจจะปรับขึ้นครั้งแรกในเดือน ก.ค. 65


ดังนั้นโพยหุ้นเปิดสัปดาห์แรกของเดือน พ.ย.นี้ ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวบหุ้นเด่นของเดือน พ.ย.มาฝากนักลงทุน ผ่านการประเมินของนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย เวลท์ จำกัด เพื่อเป็นแนวทางให้นักลงทุนนำไปศึกษาต่อ จะมีความน่าสนใจแค่ไหนอ่านได้ในบทความนี้เลย


โดยมีใจความว่า ในเดือน พ.ย. คาดว่า SET จะเคลื่อนไหวในกรอบ SET 1,580-1,670 จุด (แนวต้าน 1,650/1,670 จุด และแนวรับ 1,600/1,580 จุด) ซึ่งคาดว่า SET จะผันผวนในกรอบ Sideway ถึง Sideway Down โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือน พ.ย. ที่คาดว่า SET จะมีแรงกดดันจากปัจจัยนี้


1.ความชัดเจนของแผนการปรับลด QE ของเฟด ที่คาดว่าจะออกมาหลังการ ประชุม FOMC ที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 พ.ย. (รู้ผลเช้า 4 พ.ย. ตามเวลาไทย) และ2.การประชุม OPEC+ (4 พ.ย.) เพื่อกำหนดแผนการผลิตน้ำมันดิบในเดือน ธ.ค. 64 โดยคาดว่า OPEC+ จะเพิ่มกำลังผลิต 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ตามแผนเดิม แม้ภาพของความต้องการใช้น้ำมันดิบจะแข็งแกร่ง และมีมากกว่าอุปทานในตลาด แต่การเพิ่มกำลังผลิตต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งเดือน ธ.ค. จะทำให้ส่วนต่างระหว่าง Demand และ Supply แคบลงและจำกัดการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ


ขณะที่ในประเทศยังคงต้องติดตามสถานการณ์การเมือง และสถานการณ์โควิด-19 หลังเริ่มใช้มาตรการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว 46 ประเทศ 1 พ.ย. โดยกลับมาให้น้ำหนักหุ้นที่ถูกคาดหมายผลประกอบการเติบโตโดดเด่นในช่วงไตรมาส 3/64 ซึ่งเลือก TM, NER และ SONIC รวมไปถึงการคาดหมายผลประกอบการไตรมาส 4/64 ที่แข็งแกร่ง SPALI, PACO, FSMART, FORTH และ APURE ดังนั้นเลือกหุ้นเด่นในเดือน พ.ย. 2564 ได้แก่ SPALI PACO และ FORTH


ทั้งนี้ยังคงชื่นชอบ SPALI แม้คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/64 จะชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน แต่คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยยะในไตรมาส 4/64 ซึ่งหนุน จาก Backlog ที่จะรับรู้ในช่วงดังกล่าวกว่า 9,786 ล้านบาท ซึ่ง Secured เป้าโอนในปี 64 ที่คาดไว้ทั้งหมด รวมทั้งมาตรการจาก ธปท. ที่มีการผ่อนปรนมาตรการ LTV จะเป็นตัวกระตุ้นกำลังซื้อของ ผู้บริโภค ขณะที่ภาพรวมปี 65 คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจ รวมทั้งแผนเปิดโครงการของบริษัท ที่คาดว่าจะเปิดตัวไม่น้อยกว่าปี 64 ทำให้ยังคงแนะน า “ซื้อ” ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 25.00 บาท อิง PER 8.8 เท่า


ถัดมา FORTH แม้ว่าคาดผลประกอบการของบริษัทในช่วงไตรมาส 3/64 จะชะลอตัวจากการขายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ลดลงจากไตรมาสก่อน และการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ไม่สามารถเข้าพื้นที่ทำงานโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐได้ รวมถึงการชะลอตัวของธุรกิจสมาร์ทเซอร์วิส ทำให้คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ลดลง 19%จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 25%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


โดยมองว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/64 ส่วนหนึ่งมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังที่มีการเปิดประเทศ นอกจากนี้การขยายตู้คาเฟ่อัตโนมัติเต่าบิน คาดว่าจะหนุนรายได้ให้ธุรกิจสมาร์ท เซอร์วิสในปี 64-66 เติบโต CAGR ที่ 29% โดยบริษัทตั้งเป้าขยาย 1,000 และ 10,000 ตู้ในปี 64-65 ตามลำดับ โดยยังมองผลประกอบการปี 65-66 เติบโตโดดเด่น ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 21.60 บาท อิง PER 21 เท่า


และสุดท้าย PACO ที่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้ในช่วงครึ่งหลังปี 64 เนื่องจากมีแนวโน้มรายได้เติบโตจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยปัจจุบันได้มีคำสั่งซื้อสินค้า (Backlog) จากลูกค้าต่างประเทศถึงเดือน ก.พ. 65 ในด้านของราคาอลูมิเนียมก็ได้เริ่มมีการปรับตัวลงไปสู่ในระดับปกติรวมถึงบริษัทยังได้มีการลงนามสัญญาเกี่ยวกับธุรกิจ OEM กับค่ายรถยนต์ ที่มีมูลค่าสัญญากว่า 800 – 1,200 ล้านบาท และมีระยะเวลาของสัญญา 4 ปีสำหรับ OEM และต่อเนื่องด้วยระยะเวลาอีก 10 ปี ในด้าน OES คาดการณ์บริษัทเริ่มรับรู้รายได้บางส่วนในไตรมาส 1/65 โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายที่ 3.70 บาท



ความเสี่ยง

SPALI: ความเสี่ยงจากการโอนทั้งการถูกปฏิเสธสินเชื่อ รวมถึงการก่อสร้างที่ล่าช้า และความเสี่ยงจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงหากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว


FORTH: การควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้การเข้าพื้นที่และส่งมอบงานโครงการภาครัฐล่าช้า รวมถึงการลดลงของมูลค่าการเติมเงินโทรศัพท์มือถือ


PACO: สถานการณ์ COVID-19 ในประเทศที่อาจมีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของตลาดในประเทศ



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”