สำรวจความน่าสนใจ BANPU เมื่อเกิดดีลซื้อ-ขายโรงไฟฟ้ากว่า 2.6 หมื่นลบ.
จากเทรนด์โลกที่กำลังจะเปลี่ยนไปจาก พลังงานฟอสซิล (Fossil Fuels) ไปสู่พลังงานสะอาด ทำให้ BANPU มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ระยะสั้นในช่วงที่ผ่านมาราคาถ่านหินจะดีดตัวอย่างโดดเด่น แต่ BANPU เองก็ยังวางรากฐานการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ภายใต้กลยุทธ์ Greener & Smarter เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ
ปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้าก๊าซสหรัฐฯ
ล่าสุดวานนี้บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU รายงานว่าบริษัท BKV-BPP Power LLC (BKV-BPP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 50% ถือหุ้นโดยบริษัท BKV Corporation (BKV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ BANPU ถือหุ้น 96.3% และ Banpu Power US Corporation (BPPUS) ซึ่งถือหุ้น 100% โดย BPP
ได้เข้าซื้อหุ้น 100% ในบริษัท Temple Generation Intermediate Holdings II, LLC ซึ่งถือหุ้น 100% ในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I ขนาดกำลังการผลิต 768 เมกะวัตต์ ในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา มูลค่าการลงทุน 430 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่าประมาณ 14,298 ล้านบาท เริ่มรับรู้รายได้จากการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.64 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ จากการลงทุนดังกล่าวจะทำให้ BANPU รับรู้กำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I ในสัดส่วนทั้ง 100% หรือรวมทั้งสิ้น 768 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้า Temple I เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์รวมเศรษฐกิจและประชากรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าครอบคลุมกว่า 750,000 ครัวเรือนในตอนกลางของรัฐเท็กซัส โดยมีการติดตั้งระบบการจัดการมลภาวะให้อยู่ในระดับต่ำ มีประสิทธิภาพสูง มีความยืดหยุ่นในการเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้า ให้สอดรับกับรูปแบบความต้องการใช้ไฟฟ้า อยู่ในลำดับการเรียกจ่ายไฟฟ้าที่ดีซึ่งเหมาะกับสภาพและการแข่งขันในตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเสรีของ Electric Reliability Council of Texas
ขณะที่ การลงทุนในครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการดำเนินตามแผนกลยุทธ์ Greener & Smarter ของบริษัทฯ เพื่อการเติบโตธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และ ธุรกิจไฟฟ้า ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทยังคงมุ่งสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน โดยส่งมอบพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีเสถียรภาพในการผลิต มีความต่อเนื่องในการส่งมอบพลังงาน และราคาสมเหตุสมผลสามารถเข้าถึงได้โดยกระจายอยู่ในหลากหลายประเทศในภูมิภาคแถบมหาสมุทรแปซิฟิก
สำหรับการร่วมลงทุนในครั้งนี้เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผนวกกำลัง (synergy) ระหว่าง BKV และ BPP ซึ่งทั้งสองบริษัทฯ เป็น Flagship ที่สำคัญภายใต้กลุ่ม BANPU โดยผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรที่มีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการลงทุน ซึ่ง BKV 1ใน 20 ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติทั้งการบริหารจัดการ (Operational management) แหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ การติดต่อประสานงานกับทางภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านธุรกิจพลังงาน รวมไปถึงการดูแลชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายและมีความเข้าใจในตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบเสรีของตลาด ERCOT
ในขณะที่ BPP มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค (technical know-how) และมุ่งเน้นการพัฒนาลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ High Efficiency, Low Emission (HELE) ซึ่งมีเป้าหมายการเติบโตอย่างชัดเจน การร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าแห่งนี้ตามโครงสร้างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นได้ผ่านการพิจารณาอย่างครอบคลุมรอบด้าน โดยคำนึงถึงความสามารถในการเพิ่มศักยภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างสูงสุดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น
ขายหุ้นโรงไฟฟ้า Sunseap นำเงินลุยพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ในวันนี้ 3 พ.ย.64 BANPU เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 บริษัท BPIN Investment Co., Ltd. (BPINI) บริษัทย่อยของบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด ( Banpu NEXT) (บริษัทฯ และ บมจ. บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) ถือหุ้นใน Banpu NEXT สัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 50)
ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายเพื่อขายหุ้นทั้งหมดที่สัดส่วน 47.5% ในบริษัท Sunseap Group Pte, Ltd. (Sunseap)ซึ่งจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ให้แก่บริษัท EDP Renovaveis SA (EDPR) ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานหมุนเวียน จดทะเบียนในประเทศสเปนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Euronext Lisbon stock exchange of Portugal
โดยการจำหน่ายหุ้น Sunseap ของ BPINI ถือเป็นส่วนหนึ่งของรายการทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ Sunseap โดย EDPR ภายใต้สัญญาการซื้อขายดังกล่าวการจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดโดย BPINI มีมูลค่าเท่ากับ 489.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเทียบเท่า 364 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เทียบเท่าประมาณ 12,154 ล้านบาท) ทั้งนี้การซื้อขายจะมีผลสมบูรณ์เมื่อบรรลุเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญาฯ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2565
ณ ต้นปี Sunseap มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุน จากโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้วรวมทั้งสิ้น 320 เมกะวัตต์ ซึ่งกว่าครึ่งของกำลังการผลิตดังกล่าวตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอีกกว่า 700 เมกะวัตต์ กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ
BPINI ได้ทำการลงทุนครั้งแรกใน Sunseap ในปี 2560 และมีการลงทุนเพิ่มในปี 2561และปี 2563เพื่อสนับสนุนแนวทางการลงทุนเพื่อการเติบโตของ Sunseap โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 BPINI รายงานเงินลงทุนใน Sunseap รวม 236.6 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเทียบเท่า 177.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(เทียบเท่าประมาณ 5,569 ล้านบาท) ทั้งนี้การจำหน่าย หุ้นดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการการลงทุน (Portfolio Rationalization)
โดยบริษัทฯ จะนำเงินทุนที่ได้จากการจำหน่ายไปลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดเพื่อสร้างความเติบโตตามแผนกลยุทธ์Greener & Smarter ด้วยโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายกำลังการผลิต 6,100 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568
จากประเด็นขายหุ้น Sunseap บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การขายเงินลงทุนใน Sunseap เป็น Positive Surprise ต่อตลาด จะส่งผลให้บริษัทได้รับเงินสดและ Capital Gain เป็นจำนวนมาก คาดบันทึกในงบไตรมาส 1/65
ราคาหุ้นผันผวนเป็นจังหวะซื้อ
นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้น BANPU -1% เคลื่อนไหว Laggard เทียบกับ LANNA +8%, ITMG +15%, และราคาถ่านหิน +16% มาจากความกังวลว่าราคาหุ้นจะผันผวนช่วงหุ้นเพิ่มทุนเข้าซื้อขายในตลาด (ราคาหุ้นเพิ่มทุน 5 บาท เทียบกับราคาตลาด 12-13 บาท ส่วน W4-W5 คาดซื้อขายปลายสัปดาห์หน้า)
ดังนั้นเชื่อว่าหลังจากหุ้นเพิ่มทุนเข้าซื้อขายวันที่ 1 ต.ค.นี้ จะทำให้ Overhang จากประเด็น ดังกล่าวสิ้นสุด และหุ้นจะกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง กรณีราคาหุ้นผันผวนในวัน ดังกล่าว มองเป็นโอกาสเข้าลงทุนเพื่อเก็งกำไรรับปัจจัยบวก 1.ราคาถ่านหินทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2.ราคาก๊าซธรรมชาติสูงสุดรอบ 8 ปี 3.ค่าเงินบาทอ่อนค่าสุดรอบ 4 ปีราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 13.50 บาท (รวม Dilution จากการเพิ่มทุน - W4 และมี Upside จากสมมติฐานราคาถ่านหิน US$90/ตัน)
Transform ธุรกิจสู่ Greener Smarter
ขณะที่ระยะยาวการปรับ โครงสร้างเงินทุนทั้งการออกหุ้นเพิ่มทุน และ Warrant ทำให้บริษัทฯ ได้รับเงินทุน 3.2 หมื่นล้านบาท ช่วย เพิ่มความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และรองรับการTransform องค์กรตามกลยุทธ์ Greener Smarter
คาดไตรมาส 3/64 จะมีกำไรสุทธิจะเติบโต 135%จากไตรมาส 2/64 และพลิกจากขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นกำไร 3.1 พันล้านบาท นับเป็นกำไรรายไตรมาสสูงสุดตั้งแต่ไตรมาส 2/61 หากเป็นไปตามคาด กำไร 9 เดือนปีนี้ จะคิดเป็น 58% ของคาดการณ์ปี 2564 ของเราที่ 1.0 หมื่นล้านบาท ส่วน ปี 2565 คงประมาณการกำไรที่ 8.5 พันล้านบาท
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/64 คาดผลการดำเนินงานหลักจะยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง เติบโตจากไตรมาส 3/64 และช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยธุรกิจถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติจะได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ช่วงฤดูหนาว ราคาขายเฉลี่ยสูงขึ้นจากการ ทยอยปรับขึ้นราคาให้สอดคล้องกับราคาตลาดโลก
ล่าสุดราคาถ่านหินทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราคาก๊าซธรรมชาติสหรัฐฯ สูงสุดรอบ 8 ปี นอกจากนี้ คาดว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นหลังผ่านฤดูฝนใน ประเทศอินโดนีเซีย ขณะที่ธุรกิจไฟฟ้าจะฟื้นตัวจากภาวะขาดแคลนไฟฟ้าในประเทศจีน, การรับรู้ประโยชน์ จากดีลเข้าซื้อโรงไฟฟ้า,และการเจรจาปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
