จับตา! 3 ค่ายกลุ่มสื่อโทรทัศน์เปิดศึก ใครจะชิงเม็ดเงินโฆษณาได้มากกว่ากัน
รายงานอ้างอิงจาก Nielsen ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณารวมในไตรมาส 3/64 อยู่ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและลดลง 13% จากไตรมาส 2/64 โดยทุกกลุ่มสื่อมีการรายงานเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงทั้งจากปีก่อน และลดลงจากไตรมาส 2/64 โดยเป็นผลมาจากผลกระทบของโควิด19 ซึ่งกลุ่มสื่อโทรทัศน์ ลดลง 7% จากปีก่อน และลดลง 9% จากงวดไตรมาส 2/64
ดังนั้นคงจะต้องจับตาดูแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปีนี้และในอนาคตว่ากลุ่มหุ้นค่ายสื่อโทรทัศน์อย่างบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC และหุ้นน้องใหม่ที่เพิ่งจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากการที่เม็ดเงินโฆษณาจะกลับมานั้นมองว่าจะเป็น WORK เพราะเนื่องจากมีคอนเทนต์ที่ดี ที่เป็นตัวช่วยดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาได้ดีกว่า
สำหรับในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทาง WORK และ BEC เริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อยมาจากการปรับลดต้นทุน ซึ่งข้อดีของ WORK คือการมีคอนเทนต์รายการที่ดีที่ดึงดูดเงินโฆษณา ขณะที่ทาง BEC มีการปรับผังรายการ และการกลับมาของสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่เป็นโมเมนตั้มดึงดูดในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ทาง ONNE สตอรี่ที่น่าสนใจคืออาจจะมองประเด็นการผลิตคอนเทนต์ netfilx ถ้าทำขึ้นมาได้ก็อาจจะช่วยเรียกเม็ดเงินโฆษณาเข้ามาได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลาทยอยรับรู้
ทิศทางผลประกอบการ
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มหุ้น WORK ว่ารายได้ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน จากการผ่อนคลายมาตรการของรัฐ น่าจะทำให้เม็ดเงินโฆษณาฟื้นตัว, มีเพิ่ม รายการใหม่ 4-5 รายการ และงานอีเว้นต์น่าจะมีกลับเข้ามาบ้าง แต่ปกติในไตรมาส 4/64 มักมีการปรับค่าใช้จ่ายระหว่างปีและโบนัสพนักงาน คาดค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น คำแนะนำลงเป็น “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานปี 65 ที่ 25 บาท
ขณะที่มุมมองของ BEC นั้นในเดือน ต.ค. เม็ดเงินโฆษณายังฟื้นตัวช้าหลังคลายล็อกดาวน์ น่าจะดีขึ้นในเดือน พ.ย. -ธ.ค. อีกทั้งการปรับขึ้นค่าโฆษณาไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย ส่วนการ simulcast ละครไปที่จีนจะไม่มีจากเดิมที่จะมี 1-2 เรื่องและปีก่อนมี 2 เรื่อง ทำให้รายได้ลิขสิทธิ์จะต่ำกว่าที่มองไว้ รวมถึงรายได้ดิจิทัลจากการรีรันละครค่ำ 1 เรื่องใน 1สัปดาห์
ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ยังคงคาดการณ์กำไรในปี 2564 ที่ 682 ลบ. ยังเป็นไปได้อยู่ จาก 4Q64 ที่จะกลับมาดีขึ้น และในปี 2565 คาดที่ 875 ล้านบาท ราคาพื้นฐานที่ 15 บาท
ขณะที่ ONEE นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินราคาเหมาะสมหุ้น ONEE ที่ระดับ 12.60 บาท แนะนำซื้อ โดยมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งหลักๆ 2 ด้านคือ 1.เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีความหลากหลายและครบครัน ซึ่งเป็นทั้งช่องสถานีและผู้ผลิต โดยเฉพาะความบันเทิงด้านละคร 2.แนวโน้มกำไรสุทธิมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR ช่วงปี 64-66) โดดเด่น 24.7% ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากอัตราค่าโฆษณาที่ฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 คลาย
โดยในช่วงที่ผ่านมามีความได้เปรียบเรื่องสต็อกคอนเทนต์ที่สามารถรีรันได้ แม้จะประสบปัญหาสถานการณ์โควิด-19 จะได้รับค่าโฆษณาน้อยลงแต่บริษัทไม่มีต้นทุน สามารถรักษาผลประกอบการโดยรวมได้ อีกทั้งธุรกิจด้านอีเว้นท์ที่คาดว่าในช่วงอีก 1 ปีข้างหน้าจะได้รับประโยชน์การเปิดเมือง และสาธารณสุขในประเทศเริ่มดีขึ้น กิจกรรมต่างๆ จะกลับมาได้ดีช่วยสนับสนุน
