Official Update :

PTTEP กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ปริมาณขายปิโตรเลียมมากที่สุด!!

นาย มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่า ในปี 64 ปริมาณขายปิโตรเลียมจะทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทที่ระดับ 417,000 บาร์เรลต่อวันซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ผลของการเข้าไปลงทุนถือหุ้นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่โอมานในโครงการ Oman Block 61 (แปลง 61) ประกอบกับแหล่งก๊าซที่ประเทศมาเลเซียแหล่งซาบาห์ เอช ที่เริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์


โดยคาดการณ์ราคาขายก๊าซธรรมชาติที่ประมาณ 5.7 ดอลลาร์สหรัฐ (สรอ. ) ต่อล้านบีทียู และตั้งเป้ารักษาระดับต้นทุนต่อหน่วยที่ประมาณ 28-29 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาที่ประมาณ 70-75% ของรายได้จากการขาย


ขณะที่ปริมาณขายในปี 65 จะเติบโตกว่าในปี 64 เพราะจะรับรู้กำลังการผลิตใหม่จากทั้งสองโครงการดังกล่าวข้างต้น รวมถึงการจะเข้าพื้นที่ดำเนินการในโครงการแหล่งเอราวัณ ถึงแม้ว่าจะล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ว่าจะต้องพื้นที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันจะเร่งการผลิตก๊าซจากแหล่งอื่นที่มีอยู่เช่นแหล่งบงกช และแหล่งอาทิตย์ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามสัญญาสัมปทานที่ระบุไว้ และคาดราคาก๊าซจะเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7-6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู


สำหรับราคาน้ำมันในตลาดโลกคาดว่าจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยเชื่อว่าต่อจากนี้ไปกลุ่มโอเปกจะปรับสมดุลระหว่างซัพพลายกับดีมานด์ความต้องการให้สอดคล้องกันเพื่อรองรับสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกภายหลังจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19



ความคืบหน้าโครงการอื่น

ปตท.สผ. ยังคงดำเนินโครงการสำรวจและผลิตในประเทศเมียนมา เพื่อส่งก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้าให้กับภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมของประเทศเมียนมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ในประเทศเมียนมาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและพิจารณาแผนการดำเนินงาน และวางแผนรองรับตามความเหมาะสม


โครงการในประเทศมาเลเซีย ปตท.สผ. ได้เริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการมาเลเซีย – แปลงเอช ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมีกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตตามเป้าหมาย ส่งผลให้ปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 1 ปีนี้


นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จในการเจาะหลุมสำรวจ ค้นพบแหล่งปิโตรเลียมใน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการซาราวัก เอสเค 410 บี (แหล่งลัง เลอบาห์)  โครงการซาราวัก เอสเค 417 (หลุมโดกง-1) โครงการซาราวัก เอสเค 405 บี (หลุมซีรุง-1) และโครงการซาราวัก เอสเค 438 (หลุมกุลินตัง-1) และยังคงเดินหน้าสำรวจในแหล่งอื่น ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยวางแผนพัฒนาโครงการในประเทศมาเลเซียในรูปแบบกลุ่มโครงการ (Cluster development) รวมถึง การใช้อุปกรณ์การผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกัน เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ขณะที่โครงการในภูมิภาคตะวันออกกลางโครงการโอมาน แปลง 61 ที่เสร็จสิ้นการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 20 ในไตรมาส 1 และปัจจุบันสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มกำลังการผลิตที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และคอนเดนเสทที่ 69,000 บาร์เรลต่อวัน สำหรับโครงการในระยะสำรวจที่สำคัญ คือ โครงการอาบูดาบี ออฟชอร์ 1, อาบูดาบี ออฟชอร์ 2 และอาบูดาบี ออฟชอร์ 3 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาทางธรณีวิทยา และวางแผนเจาะหลุมสำรวจ


โครงการในทวีปแอฟริกา มีความคืบหน้าที่สำคัญในโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ โดย ปตท.สผ. ได้เข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในโครงการเพิ่มอีกร้อยละ 24.5 จากบริษัท ซีนุค (CNOOC Limited) ทำให้มีสัดส่วนการลงทุน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 24.5 เป็นร้อยละ 49 โดยมีโซนาแทรค (SONATRACH) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของแอลจีเรีย เป็นผู้ร่วมลงทุนหลักในสัดส่วนร้อยละ 51 ปัจจุบัน ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าว จะเริ่มผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2565 ด้วยกำลังการผลิต ประมาณ 10,000 -13,000 บาร์เรลต่อวัน



ยังเข้าแหล่งเอราวัณไม่ได้

ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านสิทธิการดำเนินการของแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) ปตท.สผ. ยังคงไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อติดตั้งแท่นผลิตและท่อใต้ทะเลได้ตามแผน แม้บริษัทจะยอมรับเงื่อนไขการเข้าพื้นที่ของผู้รับสัมปทานปัจจุบันแล้วก็ตาม ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการผลิตก๊าซธรรมชาติตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ประสานงานกับผู้ซื้อและหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และจะพยายามเร่งการลงทุนในแหล่งอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเพียงพอ เพื่อชดเชยปริมาณการผลิตที่หายไปบางส่วน การเปลี่ยนผ่านสิทธิการดำเนินการของแปลง G2/61 (แหล่งบงกช)ปตท.สผ. สามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่วางไว้ และพร้อมส่งก๊าซธรรมชาติได้ตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต 



ลงทุนในธุรกิจใหม่

นอกจากนี้ธุรกิจด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ โดยลงทุนผ่านบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี (AI and Robotics Ventures Company Limited) ธุรกิจไฟฟ้าที่ต่อยอดจากก๊าซธรรมชาติ เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ (Gas to Power)


พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) จะมองหาโอกาสการลงทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ โดยล่าสุดได้จัดตั้งบริษัท ฟิวเจอร์เทค เอนเนอร์ยี่ เวนเจอร์ส จำกัด (FutureTech Energy Ventures Company Limited) และบริษัท ฟิวเจอร์เทค โซลาร์ (ประเทศไทย) จำกัด (FutureTech Solar (Thailand) Company Limited) จำกัด เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต


รวมถึงลงทุนในธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งมุ่งสู่พลังงานสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมองโอกาสการลงทุน เช่น เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และ การกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage หรือ CCUS) พลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคต (Future Energy) เช่น พลังงานไฮโดรเจน

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่