จัดอันดับ 10 หุ้น SET100 ขึ้นแรงสุด ในรอบ 3 เดือน พบหุ้นใหญ่บวกแรงกว่า 40.67%
ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยยังผันผวนจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่เข้ามากดดัน แต่ก็ยังมีข่าวการปรับโครงสร้างของธนาคารขนาดใหญ่อย่าง SCB หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาสร้างสีสันและทำให้หุ้นธนาคารกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง พ่วงด้วย KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะมีการปรับโครงสร้างตามมาหรือไม่ ทำให้นักวิเคราะห์หลายค่ายออกมาเชียร์ ซื้อ อย่างคึกคัก ทำให้ราคาหุ้นของ KBANK และ SCB ปรับตัวขึ้นสูงเป็นอันดับ 1 และ 2 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ตามลำดับ
โดยข้อมูลจาก setsmart ระบุว่า ระหว่างวันที่ 6 ส.ค. – 5 พ.ย. 64 หรือคิดเป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ราคาหุ้นของ KBANK ปรับขึ้นมากที่สุดที่ 40.67% โดยนักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ยังมอง KBANK เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มแบงก์ จากทิศทางการฟื้นตัวของผลดำเนินงานในไตรมาส 4/64 และโอกาสในการเติบโตทั้งฝั่ง Traditional Bank ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการลงทุนใหม่ด้านดิจิตอลเพื่อสร้าง New S Curve ผ่าน KBTG ที่จะมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น และขยายฐานผู้ใช้งานผ่าน Kplus รวมถึงช่องทางต่างๆ ของ partner ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 27.2% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2564 ที่ 180 บาท จึงคงแนะนำ “ซื้อ”
ส่วน SCB ปรับขึ้นมากเป็นอันดับ 2 ที่ 40.21% โดยนักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า มอง SCB เป็นแบงก์ที่มีความน่าสนใจทั้งจากทิศทางผลดำเนินงานที่จะปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4/64 ตามการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง อีกทั้งมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหลังเตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจสู่ SCBX ที่จะเน้นลงทุนในธุรกิจที่เทคโนโลยีที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นจาก Traditional Banking และยังมีกระแสเงินสดที่แข็งแรงจากธุรกิจเดิม จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 18.5% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2565 ที่ 154 บาท
อันดับ 3 คือ CENTEL หรือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับขึ้น 34.55% ตามปัจจัยหนุนการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวซึ่งอาจส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง โดยนักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2565 ที่ 42.40 บาท อิง EV/EBITDA ที่ 13x เทียบเท่า +1.0SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดจะเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่องจากผลบวกการเปิดประเทศในช่วง High season ประกอบกับการฟื้นตัวของธุรกิจอาหารหลังภาครัฐคลาย lock down อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. การระบาดของสายพันธุ์ใหม่ที่อาจรุนแรงกว่าเดิม และ 2. การเปิดประเทศที่ล่าช้า
ตามมาด้วยอันดับ 4 อย่าง AAV หรือ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) โดยราคาหุ้นขึ้นมา 28.18% ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า มีมุมมอง Negative ต่อแนวโน้มไตรมาส 3/64 คาดว่าจะขาดทุนสุทธิ 1.6 พันลบ. ดีขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง ขณะที่ขาดทุนปกติอยู่ที่ 1.5 พันลบ. แย่ลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบ COVID-19 ทำให้ต้องหยุดบินประมาณ 1 เดือนครึ่ง ในไตรมาส 3/64 ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/64 ผลขาดทุนลดลงจากไตรมาส 3/64 จากสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ Reduce ราคาเป้าหมาย 1.73 บาท โดยมองว่าราคาหุ้นเพิ่มสะท้อนความคาดหวังการฟื้นตัวของผลประกอบการไปแล้ว
อันดับ 5 คือ CPN หรือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นช่วง 3 เดือนปรับขึ้นมา 26.09% โดยนักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวในเดือนพ.ย. และการผ่อนคลายมาตรการภาครัฐ รวมถึงนโยบายผลักดันกำลังซื้อเพิ่มในช่วงท้ายของปี ส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำไนในไตรมาส 4/64 และต่อเนื่องไปถึงปี 2565 ขณะที่แผนการเข้าซื้อหุ้นใน SF ทำได้ตามคาด โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นหลังทำ Tender offer ที่ 96.24% ซึ่งบริษัทมีแผนนำ SF ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะถัดไป พร้อมปรับราคาเหมาะสมปี 2565 เป็น 64.00 บาท (รวมสัดส่วนการถือครองที่เพิ่มขึ้นในการลงทุนSF) อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยง เช่น การแพร่ระบาด COVID-19 มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่ม การแพร่ระบาดสายพันธ์ใหม่ และเศรษฐกิจชะลอตัวกดดันกำลังซื้อ
อันดับ 6 คือ BH หรือ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นปรับขึ้นมา 25.93% โดยนักวิเคราะห์จาก บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ Neutral และราคาเหมาะสมปี 2565 ที่ 128 บาท เนื่องจาก 1. ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ COVID-19 และรัฐบาลคงประกาศให้ รพ.เอกชน ชะลอการรับลูกค้าต่างชาติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของลูกค้าต่างชาติในช่วงครึ่งปีหลัง, 2. คาดว่าผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังปี 64 จะเติบโต 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 44% จากครึ่งปีแรก แต่เติบโตน้อยกว่ากลุ่มโรงพยาบาลที่คาดว่าจะเติบโต 115% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 93% จากครึ่งปีแรก และ BDMS ที่คาดจะเติบโต 39% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 50% จากไตรมาสก่อนหน้า จาก Capacity ที่รองรับการให้บริการเกี่ยวกับ COVID-19 น้อย กว่ารพ. อื่นที่ศึกษา ทำให้มีรายได้เกี่ยวกับ COVID-19 เข้ามาชดเชยรายได้ลูกค้าต่างชาติเพียงบางส่วน และ 3. ในปี 2565 คาดว่าลูกค้าต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป ทำให้การกลับตัวของกำไรเทียบกับก่อนเกิด COVID-19 ต้องใช้เวลาเกิน 1 ปีขึ้นไป ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขาย PE ปี 2565 ที่ 61 เท่า เทียบเท่า +0.5SD PE อดีต (5y) และสูงกว่า BDMS ที่ซื้อขาย PE ปี 2565 ที่ 40 เท่า (เทียบเท่า Mean PE)
อันดับ 7 คือ BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยราคาหุ้นปรับขึ้นมา 24.88% ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า แม้ธนาคารจะมีการปรับเป้าหมายค่าใช้จ่ายสำรองเพิ่มขึ้น แต่มองว่าไม่ใช่ประเด็นที่ surprise เพราะฝ่ายวิเคราะห์และตลาดคาดค่าใช้จ่ายสำรองไว้ที่ราว 3.0-3.2 หมื่นลบ. อยู่แล้ว ประกอบกับธนาคารยังคงความระมัดระวังในการตั้งสำรองเพื่อเพิ่มระดับ management overlay อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงคงคำแนะนำ Buy และคงราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 165.0 บาท โดยจุดเด่น BBL คือคุณภาพสินทรัพย์แกร่ง ด้วย Coverage ratio สูงสุดในกลุ่มฯ รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต ประกอบกับความกังวลต่อผลกระทบ COVID ลดลงต่อเนื่อง จากการใช้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของ ธปท. เป็นเครื่องมือหลัก ประกอบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หนุนความต้องการสินเชื่อ โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่ง BBL เป็นเจ้าตลาด
อันดับ 8 คือ VGI หรือ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) ราคาหุ้นช่วง 3 เดือนปรับขึ้นมา 23.21% โดยนักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “เก็งก าไร” โดยคาดผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวและพลิกกลับมาเป็นบวกในครึ่งหลังของปี 2564/65 และจะเติบโตโดดเด่นในปี 2565/66 หลังสถานการณ์ COVID-19 ที่คาดว่าจะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้น ระยะยาวยังคงมองเป็นบวกจากรายได้ที่จะเติบโตตามการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า BTS ในโซน 2 และรถไฟฟ้าสายใหม่อีก 3 สาย (ทอง, ชมพูเหลือง) รวมถึงเส้นทางที่ BTS มีแผนจะเข้าร่วมประมูลคือ รถไฟฟ้า MRT สายสีส้มที่ฝ่ายวิเคราะห์ยังไม่รวมใน ประมาณการ จึงคงมูลค่าพื้นฐานปี 2564/65 ที่ 6.40
อันดับ 9 คือ GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยราคาหุ้นปรับขึ้นมา 21.28% ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คาดกำไรปกติไตรมาส 3/64 จะเติบโต 68.9% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ราว 2.4 พันล้านบาท หนุนจากเงินปันผล INTUCH และผลประกอบการโรงไฟฟ้า BRK ที่คาดจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การขายไฟฟ้าให้ EGAT คาดลดลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่วนไตรมาส 4/64 คาดกำไรปกติขึ้นทำ New High จากการรับรู้ GSRC phase 2 จำนวน 463.8 MWe และการขายไฟฟ้าโดยรวมที่คาดเติบโตจากไตรมาส 3/64 พร้อมรับรู้ส่วนแบ่งกำไร INTUCH เข้ามาในไตรมาสแรก โดยปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2564 ลง 7.4% สะท้อนการเปิด COD ล่าช้า 2 โครงการในปีนี้ และประเมินราคาเหมาะสมปี 65 อยู่ที่ 52 บาท จากแบ็กล็อกในมือที่สูงสุดในกลุ่มฯ กว่า 4.2 พัน MWe หนุนให้กำไรเติบโตต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังมี upside ส่วนเพิ่มจากการ Synergy ระยะยาวในธุรกิจ Digital Infrastructure และ Data center แนะนำให้หาจังหวะทยอยซื้อสะสมลงทุน
และอันดับสุดท้าย ORI หรือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งราคาหุ้นในช่วง 3 เดือนปรับขึ้นมา 20.88% โดยนักวิเคราะห์จาก บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 จะลดลง 13% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดีกว่ากลุ่มฯ ที่ลดลงทั้งไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการชะลอตัวจากไตรมาส 2/64 ปัจจัยหลักจากมาร์จิ้นที่ปรับลดตามการโอนแนวราบมากขึ้น และส่วนแบ่ง JV พลิกเป็นขาดทุนหลังไม่มีคอนโดใหม่สร้างเสร็จ อย่างไรก็ดี ยอดโอนยังแข็งแกร่งท่ามกลาง COVID-19 คาดจะเพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/64 เร่งขึ้นเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี จึงคงประมาณการกำไรปกติปี 64 เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน และจะดีต่อเนื่องในปี 65 คาดกำไรเพิ่มขึ้น 28% บนแบ็กล็อกที่แข็งแกร่ง และได้ อานิสงคจ์ากการผ่อนคลาย LTV หนุนการขายและการโอนที่ราบรื่น ดังนั้นปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 65 ที่ 14 บาท และคงคำแนะนำ ซื้อ เป็น Top Pick ของกลุ่มฯ
โดยทิศทางในเดือนพ.ย. 64 นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนียังแกว่งตัวต่อเนื่อง โดยอาจมีแรงซื้อหุ้นในกลุ่ม Reopening จากกาสรเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวชาติเข้ามาสนบัสนุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยปลายปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นอาจมีปัจจัยกดดันจากภายนอก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศลดระกับ QE ลง 1.5 หมื่นดอลลาร์ ซึ่งระยะสั้นอาจทำให้ Fund Flow ไหลออกจากสภาพคล่องส่วนเกินในระบบที่ยังอยู่ระดับสูง อีกทั้งสถานะการถือครองหุ้นของต่างชาติในไทยก็ต่ำกว่าปกติมาก
