Official Update :

เช็คลิสต์ 12 หุ้น SET50 สุดแกร่ง กำไร 9 เดือนโตไม่สน COVID-19

COVID-19 เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หลายๆธุรกิจก็ได้ล้มหายตายจากไปตามๆกัน เพราะยื้อเท่าไหร่ ก็ยังสู้แรงติดเชื้อไม่ไหว ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง แต่ท่ามกลางแรงกดดันดันกล่าว หากบริษัทไหนสามารถทำกำไรสุทธิให้เติบโตได้ อาจจะเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีได้เลยว่า บริษัทนั้นมีความแข็งแกร่ง และธุรกิจของอุตสาหกรรมนั้นยังมีความต้องการสูง

ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวมข้อมูลผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 มาฝากนักลงทุน ว่าจะมีบริษัทไหนบ้างที่ทำกำไรสุทธิงวด 9 เดือนปี 63 เติบโตได้ แม้เกิดการระบาดของ COVID-19 ที่ยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีอะไรบ้าง เราไปหาคำตอบพร้อมๆกันเลย

จากตารางดังกล่าวเป็นการรวบรวมงบรอบ 9 เดือนปี 2563 งวดบัญชีระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ย.63 พบว่า มีบริษัทจดทะเบียนของ SET50 สามารถทำกำไรสุทธิให้เติบโตได้เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 12 หลักทรัพย์ โดย GPSC ครองแชมป์กำไรสุทธเติบโตมากสุดที่ 107.47% ตามด้วย TU เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 2 ที่ 73.59% ส่วนอันดับสามเป็น TMB เติบโต 58.32%ขณะที่อันดับสี่คือ CBG เติบโต 55.66% และอันดับห้าเป็น CPF เติบโต 35.78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

GPSC ผลงาน Q4 แข็งแกร่ง

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้ม 4Q63-1Q64 แม้ 4Q63 โรงไฟฟ้า IPP - ห้วยเหาะจะมี Dispatch ที่ลดลงตามฤดูกาล และ 1Q64 ค่า Ft จะลดลงเป็น -15.32 สตางค์/หน่วย อย่างไรก็ตาม คาดผลการดำเนินงานจะสามารถประครองตัวระดับสูง

หนุนจาก ราคาต้นทุนก๊าซธรรมชาติลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ 3Q63 – 1Q64  รวมทั้งประโยชน์จาก Synergy เป็นไปตามแผน ประกอบกับโรงไฟฟ้า GLOW Phase 5 เริ่มกลับมาจ่ายไฟฟ้าตั้งแต่ 18 ต.ค. นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างติดตามประกันภัยความเสียหาย โดยมีค่าเสียโอกาสทั้งหมด 350 – 400 ล้านบาท และการขยายกำลังผลิตของ PTTGC ทำให้มีอุปสงค์ไฟฟ้าเพิ่ม 30 MW และไอน้ำเพิ่ม 50 ตัน/ชั่วโมง ดังนั้นยังชอบการเติบโตระยะยาวของ GPSC จากการเป็น Flagship ของเครือ PTT รวมทั้งมีการลงทุนพลังงานหมุนเวียน – แบตเตอรี่ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการพลังงานของโลก จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 73.00

TU ความต้องการอาหารยังสูง

นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ฝ่ายบริหารมองว่า COVID-19 จะยังมีผลกระทบต่อจนถึงปี 64 ความต้องการบริโภคอาหารทะเลแปรรูปโดยเฉพาะทูน่ากระป๋องจะยังแข็งแกร่งต่อในปีหน้า ขณะที่ความต้องการอาหารทะเลแช่เย็นแช่แข็งจะปรับตัวดีขึ้นหลังจากธุรกิจร้านอาหารกลับมาเปิดบริการอีกครั้ง

นอกจากนี้ผลการดำเนินงานของ Red Lobster มีแนวโน้มฟื้นตัวดีในปีหน้า หนุนโดยการประหยัดต้นทุนและยอดขายจากรูปแบบ off-premise (รอรับในรถและ delivery) เติบโตกว่า 3 เท่า ทั้งนี้หากรัฐบาลสหรัฐฯปรับเพิ่มภาษีนิติบุคคล จะมีผลเพียงเล็กน้อยต่อกำไรในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากบริษัทมีผลขาดทุนสะสมจำนวนมากพอที่สามารถที่จะใช้ลดภาษีได้

ดังนั้นปรับกำไร 63-64 ขึ้น 27-36% เป็น 6.5 พันลบ.และ 6.7 พันลบ.ตามลำดับ ตามการปรับสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 17.6% สำหรับปี 63 (จาก 15.7%) และ 17.5% สำหรับปี 64  (จาก 15.5%) นอกจากนี้เราปรับส่วนแบ่งขาดทุนบี 63  เป็นขาดทุน 294 ลบ.(จาก 737 ลบ.) และส่วนแบ่งกำไร 181ลบ. สำหรับปี 64 จาก 172 ลบ.) คงคำแนะนำ ซื้อ และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 19.60 บาทต่อหุ้น (จาก 17.60 บาทต่อหุ้น) ราคาเป้าหมายใหม่ของเราอิง 14 เท่า EPS ปี 64

TMB ตั้งสำรองกดดัน Q4

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า แนวโน้มผลประกอบการ 4Q63 คาดว่าจะอ่อนลงต่อ จากการตั้งสำรอง ECL สูง และค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น QoQ โดยยังแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 1.30 บาท เทียบเท่ากับ P/BV ปี 63F ที่ 0.6 เท่า (-1.5SD ของค่าเฉลี่ยระยะยาว)

CBG หลายประเด็นหนุนกำไร

นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เรามองว่ามีปัจจัยบวกหลายประเด็นที่ช่วยหนุนกำไรปี 64 ส่งผลให้ยอดขายสูงขึ้นและต้นทุนต่ำลง ในขณะที่ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่หนุนการเติบโตใหม่ เนื่องจากผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอัตรากำไรในการผลิตขวดแก้ว รวมถึงกำไรจากการจัดจำหน่ายสินค้า นอกจากนี้ยังมี Upside ให้กำไรปรับตัวขึ้นอีก (ซึ่งเรายังไม่รวมในประมาณการ) จากสูตรการใช้น้ำตาลน้อยลง คงคำแนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 145 บาทต่อหุ้น

ฝ่ายบริหารตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายปี 64 เติบโต 20.0% เทียบกับสมมติฐานของเราที่ 13.6%  นอกจากนี้เรายังเห็นปัจจัยบวกหลายปัจจัยที่จะหนุนกำไรปี 64 ได้แก่ (1) การประหยัดต้นทุนราว 100-150 ล้านบาท จากโรงงานบรรจุภัณฑ์และราว 200 ล้านบาท ต่อปีตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นไป

(2) การประหยัดต้นทุนจาก 5MW solar rooftop ราว 15 ล้านบาท (3) ค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลงราว 50 ล้านบาท จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีของการลงทุนเครื่องจักรใหม่ และ (4) ค่าสปอนเซอร์ลดลงราว 60 ล้านบาท หลังหมดสัญญากับเชลซีกลางปีหน้า สำหรับ 4Q63 คาดบริษัทสามารถประหยัดต้นทุนจากค่าสปอนเซอร์ได้ราว 45 ล้านบาท เพื่อช่วยลดผลกระทบในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา

CPF ทั้งปีคาดกำไรโต 39%

นักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ทางฝ่ายคาดการดำเนินงานปกติใน 4Q63 จะอ่อนลง q-q จาก 1) ราคาเนื้อสัตว์ทั้ง ในไทยและต่างประเทศอ่อนตัวลง 2) ปริมาณขายจะอ่อนลงตามปัจจัยฤดูกาล แต่อย่างไรก็ตามหากเทียบ y-y พบว่าการดำเนินงานจะฟื้นตัวอย่างมีนัยจากราคาเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้น y-y อีกทั้ง หากการซื้อกิจการหมูในจีนแล้วเสร็จคาดจะรับรู้รายการพิเศษในการรวมการดำเนินงานเข้ามาราว 2,400 ล้านบาท

อีกทั้ง การดำเนินงาน 3Q63 ที่ออกมาดีกว่าคาดทำให้ทางฝ่ายปรับประมาณการผลการดำเนินงานปี 2563 ขึ้นจากเดิม ภายใต้ยอดขาย 594,042 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 12% y-y และปรับ margin ขึ้นตามราคาเนื้อสัตว์ที่ทรงตัวในระดับสูง และปรับกำไรสุทธิเพิ่มเป็น 25,723 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 39% y-y

ผู้บริหารพูดถึงแนวโน้มธุรกิจสัตว์บกคาดราคาหมู, ไก่ และราคาวัตถุดิบปี หน้าทั้งในไทยและต่างประเทศ คาดราคาหมูจะอ่อนลงราว 10-20% y-y จากปริมาณการเลี้ยงที่ทยอยเพิ่มขึ้น , ไก่คาดทรงตัว แต่ราคาวัตถุดิบคาดเพิ่มขึ้น ราว 1-2% ส่วนธุรกิจสัตว์น้ำ คาดการดำเนินงานจะดีขึ้น จาก 1)การปรับปรุงประสิทธิภาพการเลี้ยง 2) ปริมาณขายทั้งในไทยและต่างประเทศดีขึ้น เนื่องจากปี 2563ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ส่งผลต่อการขายในกลุ่มร้านอาหารให้หดตัว อย่างไรก็ตาม แม้คาดว่าราคาเนื้อสัตว์จะอ่อนลง y-y แต่ราคาดังกล่าวยังเป็นระดับที่เกินจุดคุ้มทุนมากกว่า 30-40% ทำให้แนวโน้มการดำเนินงานปีหน้ายังดีกว่าในอดีต