Official Update :

PTT-GULF หุ้นพลังงานรายใหญ่ของไทย กับแนวโน้มกำไรที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

2 หุ้นพลังงานรายใหญ่ของไทย อย่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3/64 และงวด 9 เดือนปี 64 ออกมาอย่างโดดเด่น ดังนั้นผู้เขียนจะพานักลงทุนมาหาคำตอบว่า นับจากนี้ผลประกอบการทั้ง 2 บริษัทจะมีความน่าสนใจแค่ไหน


เริ่มจาก PTT งวดไตรมาส 3/64 มีกำไรสุทธิ 23,652.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.5%  จากงวดเดียวกันปี 63 ที่มีกำไร 14,120.18 ล้านบาท มี EBITDA เพิ่มขึ้น 43,057 ล้านบาท หรือ 63.8% จากในไตรมาส 3/63 โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น


ตามผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจปิโตรเคมีจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีกับวัตถุดิบทั้งสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นและปริมาณขายโดยรวมที่เพิ่มขึ้น สุทธิกับผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจการกลั่นตามปริมาณขายที่ลดลง ประกอบกับเกิดขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงที่สูงขึ้นในไตรมาสนี้ แม้ว่ากำไรสต็อกน้ำมันของกลุ่ม ปตท.จะเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่มากกว่าในไตรมาส 3/63


ในส่วนของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากการเข้าซื้อโครงการโอมาน แปลง 61 ในเดือน มี.ค.64 และราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานดีขึ้น จากธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาติและ ธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯ จากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น  


ทำให้งวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 80,819.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 228.27% เทียบช่วงเดียวกันปี 63 ที่มีกำไร 24,619.11 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 64 มี EBITDA จำนวน 326,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 172,627 ล้านบาท หรือมากกว่า 100%  จากช่วง 9 เดือนแรกของปี 63


นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT  เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. ได้เตรียมแผนลงทุน 5 ปี รวม 865,000 ล้านบาท  เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจตามกรอบวิสัยทัศน์  Powering Life with Future energy and Beyond  ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังงานแห่งอนาคต ร่วมผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (New S-Curve)


ประกอบด้วยการลงทุนในพลังงานอนาคต (Future Energy) อาทิ  พลังงานทดแทน ระบบการกักเก็บพลังงาน ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ศึกษาการใช้พลังงานจากไฮโดรเจน และลงทุนนอกธุรกิจพลังงาน(Beyond) อาทิ  ธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (ยา อาหารและโภชนาการ วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์) ต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมีสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง  ปรับธุรกิจน้ำมันให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ธุรกิจโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงระบบปัญญาประดิษฐ์  หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล 



PTT มีปัจจัยบวกรุมเพียบ

ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า PTT มีปัจจัยบวกหลายประการที่จะผลักดันให้กำไรไตรมาส 4/64 เติบโตจากไตรมาสก่อน และโตสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 1.ปริมาณขายบวกราคาขายของ PTTEP เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลและตามราคาน้ำมันดิบ


2.ธุรกิจโรงกลั่นจะได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นที่พุ่งขึ้น ร่วมกับปริมาณขายสูงขึ้นจากการผ่อนคลาย มาตรการล็อกดาวน์ 3. กำไร OR น่าจะฟื้นตัวจากฐานต่ำตามปริมาณขายน้ำมันที่สูงขึ้นและการเปิดห้างทำให้ ธุรกิจ Retails ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามมาร์จิ้นว่าจะกระทบมากน้อยเพียงใด


4.กำไรของธุรกิจถ่านหิน เพิ่มขึ้นตามราคาถ่านหินที่สูงขึ้น และ 5. ธุรกิจก๊าซจะได้แรงหนุนจากปริมาณขายที่สูงขึ้นจากการปิดซ่อมบำรุงลดลง ความต้องการก๊าซของโรงไฟฟ้าสูงขึ้นตาม High season ของ Hydro ได้ผ่านไปแล้ว มีโรงไฟฟ้ า IPP ของ GULF เริ่ม COD ตั้งแต่ 1 ต.ค. ร่วมกับราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นตามราคาอ้างอิง ปัจจัยบวกทั้งหมดนี้จะหนุนให้กำไรทั้งปี 64 กลับไปสู่ระดับแสนล้านบาท อีกครั้ง โดยคาดปี 64 จะรายงานกำไรสุทธิ 108,270 ล้านบาท เติบโต 187% จากปี 63


ดังนั้นยังแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 48.50 บาท โดยมองว่าปัจจัยพื้นฐานของ PTT มีความแข็งแกร่ง ทิศทางกำไรยังคงเติบโต โดยเฉพาะจากธุรกิจก๊าซซึ่งดำเนินงานเอง นอกจากนั้น Valuation ยังน่าสนใจเพียง P/BV 1 เท่า และคาดเงินปันผลเพิ่มขึ้น ตามกำไรที่ปรับขึ้นดีโดยคาด D/P สูงถึง 6% รวมถึงการมีเงินสดในมือจำนวนมากจะหนุนโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ



GULF ไตรมาส 3/64 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 64%

ถัดมา GULF นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า ไตรมาส 3/2564  บันทึกกำไรสุทธิ (Net Profit) เท่ากับ 1,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% จาก 970 ล้านบาทในไตรมาส 3/63 เนื่องจากบันทึกผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Unrealized Loss) จำนวน 767 ล้านบาท จากค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ที่อ่อนค่าลงจาก 32.22 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 2 มาเป็น 34.09 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564


โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) จำนวน 2,293 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 968 ล้านบาท หรือคิดเป็น 73% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการรับรู้รายได้เงินปันผลจาก INTUCH จำนวน 1,666 ล้านบาท ประกอบกับรับรู้ผลกำไรของโครงการโรงไฟฟ้า GSRC ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 2,650 เมกะวัตต์ หน่วยที่ 1 ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 662.5 เมกะวัตต์ ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564


และกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้า 12 SPP ภายใต้กลุ่ม GMP จากปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และลูกค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องประดับ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ โดย 12 SPP มี Load Factor เฉลี่ยของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมในไตรมาสนี้ เท่ากับ 59% เทียบกับ 57% ปีที่แล้ว


นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้า 7 SPP ภายใต้กลุ่ม GJP ยังสามารถขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากกลุ่มสิ่งทอ และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี Load Factor เฉลี่ยของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเท่ากับ 61% เมื่อเทียบกับ 60% ในปีก่อน อย่างไรก็ตาม โครงการโรงไฟฟ้า GNS ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้ GJP มีการหยุดซ่อมบำรุงในไตรมาส 3 ปี 2564 เป็นเวลา 10 วัน จึงส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานของ GJP ลดลงในไตรมาสนี้เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2563


นางสาวยุพาพิน กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2564 BGSR 6 และ BGSR 81 ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง GULF บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียนิ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)


โดยได้ลงนามสัญญาร่วมทุนระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (Private Public Partnership: PPP) กับกรมทางหลวง เป็นระยะเวลา 30 ปี เพื่อดำเนินโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชศรีมา (M6) ระยะทาง 196 กิโลเมตร และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) ระยะทาง 96 กิโลเมตร โดยคาดว่าทั้ง 2 โครงการจะเริ่มงานก่อสร้างภายในเดือนธันวาคม 2564 และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2567


นอกจากนี้ GULF ได้ปรับโครงสร้างการลงทุนในกลุ่มบริษัท โดยจัดตั้งบริษัท Gulf Renewable Energy ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ GULF ถือหุ้น 100% มาดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด เช่น โครงการพลังงานลม โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโซล่าร์รูฟท็อบ โครงการพลังงานชีวมวล และโครงการพลังน้ำ รวมถึงศึกษาโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย GULF มีนโยบายไม่ลงทุนในธุรกิจถ่านหิน (No Coal Policy) และตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 30% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมของ GULF ภายในปี 2573


นางสาวยุพาพิน กล่าวต่อว่า ไตรมาส 4/2564 GULF มีความคืบหน้าของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 โครงการโรงไฟฟ้า GSRC หน่วยที่ 2 ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 662.5 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นไปตามแผน นอกจากนี้ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F ที่ GULF ร่วมทุนกับบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด และ CHEC OVERSEA INFRASTRUCTURE HOLDING PTE. LTD. เพื่อดำเนินธุรกิจขนส่งตู้สินค้าผ่านท่าเทียบเรือน้ำลึกนั้น คาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาร่วมลงทุนระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ภายในเดือนพฤศจิกายน 2564


สำหรับความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ประเทศลาว ได้แก่ โครงการ Pak Beng กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 912 เมกะวัตต์ และโครงการ Pak Lay กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถลงนามบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้า (Tariff MOU) กับ กฟผ. ได้ภายในสิ้นปี 2564 เช่นกัน



GULF ไตรมาส 4 โตได้อีก

ด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/64 เติบโตสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการบันทึกกำไรของ INTUCH และโครงการใหม่ โดย GULF ได้เปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีสำหรับเงินลงทุนใน INTUCH เป็น Equity Method ทำให้จะเริ่มต้นรับรู้ส่วนแบ่ง กำไรเป็นครั้งแรกในไตรมาส 4/64 คาดราว 1.1 พันล้านบาท (เทียบกับเงินปันผล 1.7 พันล้านบาท ใน 3Q64 และไม่มีใน 4Q63) โดยจะส่งผลให้กำไรไตรมาส 4/64 เติบโตสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน


นอกจากนั้น กำไรจะได้แรงหนุนจากการเริ่ม COD ของโครงการ IPP GSRC หน่วยที่ 2 อีก 662.5 MW เมื่อ 1 ต.ค. ทำให้รับรู้เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก อีกทั้งกำไรจาก BKR2 น่าจะสูงขึ้นตามความเร็วลมที่เพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล และอาจจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ Wind ที่เวียดนามอีกเล็กน้อย ซึ่งมีกำหนด COD ในเดือน ธ.ค. 64 จึงคาดปี 64 จะรายงานกำไรสุทธิ 7,793 ล้านบาท เติบโต 82% จากปีก่อน


ทั้งนี้ด้วยแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 4/64 เติบโตสูงจาก INTUCH และโครงการใหม่ และยังมีประเด็นบวกรออยู่ข้างหน้าจากความเคลื่อนไหวของธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวกับ Data Center ร่วมกับ Singtel และ ADVANC การทำ Assets Monetization ทั้งของ GULF และ ADVANC และ ความคืบหน้าของแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งน่าจะมีความคืบหน้าโครงการ Hydro ที่ลาว ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ GULF มุ่งหวัง ทำให้ยังแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย  45.00 บาท



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Fun of Funds
“หุ้นไต้หวัน” มหาอำนาจ “ชิปโลก”... โอกาสลงทุนรับการเติบโตของ “AI Megatrend” เศรษฐกิจโตดี-หุ้นโตโดดเด่น” !!!
Updated 1 day ago
Banking
ทีทีบี ผนึกพันธมิตร DBS สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ยกระดับการบริหารความมั่งคั่ง
Updated 1 day ago
News Highlight
ONEE ท็อปฟอร์ม! โชว์ศักยภาพผ่านงาน Earnings Call ไตรมาส 2 ปี 2569 ทำรายได้รวม 2,259.36 ลบ. กำไรสุทธิ 67.88 ลบ.
Updated 1 day ago
Stock of the Day
Jackson Hole สะเทือนตลาด กดทองคำ-เงิน-Bitcoin ร่วงระนาว ผวาสภาพคล่องตึงตัว โบรกฯ มองแค่พักฐาน ระยะยาวยังมี Upside
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ก.ล.ต. ลงดาบ 18 ราย ร่วมสร้างราคาหุ้น META สั่งปรับ-ชดใช้รวมกว่า 172 ล้านบาท พร้อมห้ามเทรด-นั่งกรรมการสูงสุด 102 เดือน
Updated 13 hours ago
Follow Us