Official Update :

วิเคราะห์ดีลควบรวม TRUE กับ DTAC ผลที่ตามมาต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร?

นับเป็นอีกดีลที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมไทย เมื่อเครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) และกลุ่มเทเลนอร์ ประกาศว่าบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (DTAC) อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการควบรวมบริษัท ทำให้เช้าวันนี้ (22 .. 2564) ราคาหุ้นของกลุ่มสื่อสารวิ่งแรงทั้งกลุ่ม อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือในครั้งนี้ออกมา แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า หากดีลนี้สำเร็จจะทำให้ TRUE+DTAC กลายเป็นเบอร์ 1 ของอุตสาหกรรม ด้วยฐานลูกค้าและคลื่นในมือจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีจุดอ่อนและจุดแข็งที่เข้ามาช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยรายละเอียดจะเป็นอย่างไร อ่านได้จากบทความนี้



ปิดจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็ง

นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสำคัญธุรกิจสื่อสารไทยเกิดขึ้นอีกครั้ง หลัง DTAC และ TRUE อนุมัติให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ และดำเนินการขั้นต้นที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมบริษัทกัน ภายใต้โครงสร้างจำนวนหุ้นบริษัทใหม่ที่ 138,102 ล้านหุ้น จะแบ่งเป็นการแปลงหุ้น DTAC เดิม สัดส่วน 1 หุ้น DTAC ต่อ 24.53775 หุ้น ในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้น TRUE เดิม สัดส่วน 1 TRUE ต่อ 2.40072 หุ้น ในบริษัทใหม่ ทั้งนี้ ภายใต้สัดส่วนดังกล่าว หลังรวม ผู้ถือหุ้น DTAC และ TRUE จะถือหุ้นในบริษัทใหม่ สัดส่วน 42.1% และ 57.9% โดยการควบรวมจะเกิดขึ้นหลังจากดำเนินตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดสำเร็จ นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 2 กลุ่ม คือ Telenor และกลุ่ม CP ยังจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นใหม่ เพื่อทำคำเสนอซื้อโดยสมัครใจ DTAC และ TRUE ที่ราคาหุ้นละ 47.76 และ 5.09 บาท


ทั้งนี้ การดำเนินธุรกรรม ถือเป็นบวกในมุมธุรกิจทั้ง 2 ฝ่าย ถือเป็นการสร้างประโยชน์ต่อทั้ง DTAC และ TRUE ช่วยปิดจุดอ่อนแต่ละฝ่าย 


โดย DTAC คือ บริการ 5G ที่ปัจจุบันยังขาดคลื่นความถี่ช่วงกลาง โดยรอกำลังประมูลคลื่น 3500 MHz กำหนดการยังมีความไม่แน่นอน บวกกับฐานลูกค้าธุรกิจที่จะเป็นส่วนสร้างมูลค่าเพิ่มของบริการ 5G ยังมีน้อยและขยายช้ากว่าคู่แข่ง ส่วน TRUE มีจุดแข็ง คือ มีคลื่นความถี่ 5G ช่วงกลางพร้อมให้บริการ และมีฐานลูกค้าธุรกิจหลากหลายทั้งในกลุ่ม CP ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรโดยรอบช่วยต่อยอด ส่วน TRUE คือ ภาระหนี้สินที่สูง และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไม่ครอบคลุมงบลงทุนในแต่ละปี ขณะที่ DTAC มีจุดแข็งกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มีความสม่ำเสมอการรวมธุรกิจกัน จะช่วยเรื่องฐานรายได้ที่ใหญ่ขึ้น ต้นทุนที่ลดลง ช่วยในเรื่องกระแสเงินสดจากการดำเนินงานให้สูงพอลงทุนแต่ละปี และทยอยลดภาระหนี้ในลำดับถัดไป



เป็นเบอร์
1 ด้วยฐานลูกค้า 51.28 ล้านราย

ในด้านภาพรวมธุรกิจ คือ จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการอันดับที่ 1 จากฐานลูกค้า 51.28 ล้านราย เทียบกับ ADVANC ที่มีลูกค้า 43.44 ล้านราย และมีส่วนแบ่งตลาด (รายได้) 54.4% เทียบกับ ADVANC ที่มีส่วนแบ่งตลาด 45.6% นอกจากนี้ ยังมีรายได้ Synergy บริษัทใหม่ที่คาดหวังได้ โดยหลักๆ ประเมินที่ต้นทุน คือ

  1. การลดภาระต้นทุนที่มีความชับซ้อนกัน เช่น โครงข่าย สาขาให้บริการ ซึ่งเบื้องต้นฝ่ายวิจัยประเมินต้นทุน DTAC+TRUE หากเทียบส่วนที่จะลดลงได้ โดยอิงกับต้นทุน ADVANC จะมี Upside คาดหวังได้ลดลงอย่างน้อย 15% เทียบกับกรณีไม่รวมธุรกิจ ประเมินทุกๆ 5% ที่ลดลงได้ จะคิดเป็นต้นทุนลดลงปีละ 5.0-6.0 พันล้านบาท

  2. การประหยัดงบลงทุน (CAPEX) เมื่อรวมธุรกิจกัน เฉพาะอย่างยิ่งในส่วน 5G ที่ต้องใช้เม็ดลงทุนสูงและต่อเนื่อง รองรับ Use Case ในอนาคต อาทิ Internet of Things (IoTs), ระบบอัตโนมัติต่างๆ, Metaverse หากเทียบ CAPEX ของ DTAC+TRUE ที่แยกกันลงทุนสูงปีละ 4.0 หมื่นล้านบาท เทียบกับ ADVANC ปีละ 2.75 หมื่นล้านบาท CAPEX เมื่อรวมธุรกิจกันคาดลดลงอย่างน้อยปีละ 1.0 หมื่นล้านบาท


บวกต่ออุตสาหกรรม

ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรม ฝ่ายวิจัยประเมินเป็นบวก จากจำนวนผู้ประกอบการที่ลดลงเหลือ 2 ราย และมีศักยภาพทางธุรกิจใกล้เคียงกัน (ปริมาณคลื่นในมือ (DTAC+TRUE มีคลื่นทั้งสิ้น 1350 MHz ส่วน ADVANC อยู่ที่ 1420 MH2), ขนาดธุรกิจที่ใกล้กัน รวมถึงโครงข่ายและบริการ จึงคาดความเข้มข้นการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นบวกต่อการเติบโตของรายได้ ซึ่งระยะหลังแทบไม่เติบโต โดยรายได้ก่อน COVID-19 ปี 2561-2562 เติบโตปีละ 1.9% ก่อนผลกระทบ COVID-19 จะมีส่วนกดดันลดลง 3.3% ในปี 2563 ขณะที่งวด 9 เดือน ปี 2564 ลดลงอีก 1.9% ฝ่ายวิจัยจึงมีแนวโน้มปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มสื่อสารขึ้น จากแนวโน้ม


ตลาดที่อาจจะ Rerate Valuation ของกลุ่ม จากปัจจุบันที่ซื้อขายระดับ EV/EBITDA ราว 7 เท่า ตามคาดหวังการเติบโตกำไรกลุ่มที่สูงขึ้น ด้านประมาณการและมูลค่าพื้นฐาน ปัจจุบันฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างติดตามข้อมูลเพิ่มเติม เฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของกสทช. ต่อการควบรวมดังกล่าว ซึ่งหากอิงตามมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ผู้ที่จะดำเนินธุรกรรมดังกล่าวต้องรายงาน เลขาธิการ กสทช. ไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนเริ่มดำเนินการ และถือเป็นการขออนุญาตจาก กสทช. รวมถึงเงื่อนไขประกอบธุรกิจที่ กสทช. มีแนวโน้มกำหนดเพิ่มเติม หาก กสทช. อนุญาต สำหรับ DTAC+TRUE และ ADVANC ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด รวมถึงข้อมูลอื่นๆเพื่อประเมินมูลค่าบริษัทใหม่ DTAC+TRUE รวมถึง ADVANC



ระยะสั้นราคาหุ้นใกล้เคียงราคา
Tender Offer

ด้านราคาหุ้น สำหรับ DTAC และ TRUE ระยะสั้นเชื่อว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นใกล้เคียงราคา Tender Offer ส่วนระยะยาวอาจจะต้องพิจารณามูลค่าเพิ่ม เมื่อรวมกันเป็นบริษัทใหม่อีกครั้ง ส่วน ADVANC ราคาเหมาะสม 226 บาท ที่ได้ประโยชน์ทางอ้อม จากการแข่งขันที่ลดลง และมี Upside จากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ดีขึ้น ขณะที่ราคาหุ้น YTD ปรับตัวขึ้นเพียง 12.2% โดยราคาปัจจุบันซื้อขายที่ราว EV/EBITDA ราว 7 เท่า ซึ่งทุกๆ EV/EBITDA ที่เพิ่มขึ้น 0.5 เท่าจะบวกต่อมูลค่าหุ้นราว 15 บาท เชื่อว่าเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน คงแนะนำ ซื้อ



จะเป็น
Sentiment เชิงบวก

ด้านนักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มีความเห็นในทิศทางคล้ายกัน คือ การควบรวมของ TRUE และ DTAC จะเป็นบวกต่อทั้งอุตสาหกรรม และทำให้ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ด้วยฐานลูกค้าและจำนวนคลื่นที่มากกว่า AVANC โดยสรุปประเด็นไว้ดังนี้


1.ธุรกิจมือถือ ฐานลูกค้าของทั้งสองรายรวมกันจะมีจำนวน 51 ล้านเลขหมาย มากกว่า ADVANC ราว 7.6 ล้านเลขหมาย และมากกว่าทั้งในตลาด Prepaid และตลาด Postpaid โดยเฉพาะในตลาด Postpaid ที่มีฐานลูกค้ามากกว่า 5.7 ล้านเลขหมาย


2.ARPU ของ TRUE ที่ระดับ 205 บาทต่อเดือน ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรมจะได้รับการยกระดับจาก ARPU ของ DTAC ที่ระดับ 241 บาทต่อเดือน สูงที่สุดในอุตสาหกรรม ดังนั้นต่อจากนี้นอกจากฐาน ลูกค้าจะใหญ่กว่า คุณภาพของลูกค้าที่เคยเป็นข้อด้อยก็จะไม่ใช่ข้อด้อยอีกต่อไป


3.ส่วนแบ่งการตลาดมือถือของ TRUE+DTAC จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 53.6% สูงกว่า ADVANC ที่ 46.4%


4.ปริมาณคลื่นในมือของ DTAC+TRUE จะสูงกว่า ADVANC โดยเฉพาะคลื่น Low Band เช่นเดียวกับปริมาณ Tower ในมือที่ระดับ 5.8 หมื่น มากกว่า ADVANC ที่ 4.1 หมื่นต้น แม้จะมีบาง Area ที่ซ้ำซ้อนกันบ้าง แต่ทำให้จุดแข็งในต่างจังหวัดของ ADVANC ที่เคยเหนือกว่าคู่แข่งไม่ใช่อีกต่อไป และเปิดโอกาสถึงความเป็นไปได้ในการขายสินทรัพย์เข้ากอง DIF เพิ่มเติมเป็น Sentiment บวกกับ DIF


5.จุดอ่อนด้านความแข็งแกร่งด้านการเงินของ TRUE จะดีขึ้น TRUE + DTAC จะมี Net Debt to EBITDA ที่ 3.0x และมี Net Debt to Equity ที่ 2.6x แม้ยังด้อยกว่า ADVANC ที่ระดับ 0.7x แต่ดีกว่าTRUE Standalone ที่ 3.65x


6.EBITDA Margin ของ TRUE และ DTAC ที่ราว +/-35% ต่ำกว่า ADVANC ที่53% อย่างมีนัยสำคัญขณะที่กำไรรวมของสองบริษัทฯก็น้อยกว่า ADVANC มาก สาเหตุมาจาก Scale และต้นทุนที่ซ้ำซ้อนสะท้อนเป็นโอกาสเกิด Synergy เพื่อเร่งกำไรและ EBITDA ในระยะถัดไป ผ่านการลด CAPEX การOptimal เสาและคลื่นความถี่เดิม และการแข่งขันด้านราคาที่ลดลง



SYNERGY ที่มีโอกาสเกิดขึ้นคาดเกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

การที่ ADVANC ทำ EBITDA Margin ได้ที่ระดับ 53% ขณะที่ DTAC และ TRUE มีค่าเฉลี่ยที่ราว 38% ส่วนต่างของ EBITDA Margin คือเหตุผลหลักที่ทำให้ ADVANC ทำกำไรได้ดีกว่า จ่ายปันผลได้สูงกว่ากลุ่มและถูกตลาด ซื้อ/ขาย บน EV/EBITDA ที่สูงกว่า


อย่างไรก็ดี ช่องว่างของ EBITDA Margin จะลดลง หาก Scale ของ TRUE + DTAC เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะขาของการลดต้นทุน ดังนี้ 1.ลดต้นทุนจากการลงทุน CAPEX ซ้ำซ้อน ปัจจุบัน TRUE ใช้จ่าย CAPEX อยู่ที่ราวปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ DTAC ใช้อยู่ที่ราวปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ ADVANC ใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาทดังนั้นโอกาสลด CAPEX อย่างน้อยปีละเกือบหมื่นล้านบาทเป็นไปได้


2.ลดต้นทุนด้านการอุดหนุนค่าเครื่องมือถือ (Device Subsidy) DTAC อุดหนุนค่าเครื่องปี 2563 ราว 2 พันล้านบาท ขณะที่ ADVANC และ TRUE เปลี่ยนวิธีบันทึกบัญชีทำให้ยากที่จะประเมินตัวเลข Device Subsidy ที่แท้จริง แต่ฝ่ายวิจัยประเมินตัวเลขเบื้องต้นมีโอกาสสูงกว่า DTAC ทั้งคู่ ดังนั้นเฉพาะการประหยัดการอุดหนุนค่าเครื่องเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดระหว่างกัน เราคาดอย่างน้อย 6-7 พันล้านบาทต่อปี เป็นไปได้


3.ลดค่าใช้จ่าย SG&A ต้นทุนพนักงานส่วนกลาง จำนวนสาขา ต้นทุน Distribution Channel และค่าใช้จ่ายการตลาดที่ซ้ำซ้อน คาดหลักหลายพันล้านบาทต่อปี


4.ความเสี่ยงการประมูลคลื่นแพงเกินความจำเป็น การประมูลคลื่นที่เกิดขึ้นในอดีตมีราคาสูงผิดปกติมาก โดยเฉพาะคลื่น 900 MHz ในปี 2558 เหตุผลหลักเพราะความต้องการแย่งส่วนแบ่งการตลาด หากตลาดเหลือผู้เล่นเพียงสองราย โอกาสเกิดขึ้นจึงจำกัด


5.โอกาสทำ Spectrum Optimization เนื่องจาก TRUE มีคลื่นในมือจำนวนมากเกินพอ ขณะที่ DTAC ขาดคลื่นในมือทำให้ TRUE สามารถให้บริการเพิ่มเติมได้บนสินทรัพย์เดิมและอาจจะเลือกลดคลื่นบางส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น คลื่น 850 MHz ที่ TRUE เช่าใช้อยู่ปีละ 4-6 พันล้านบาท และคลื่น 2300 MHz ที่ DTAC เช่าใช้ปีละ 3 พันล้านบาท ซึ่งสัญญาเช่าคลื่นทั้งสองใบจะหมดลงในปี 2568 มีโอกาสที่จะไม่ต้องต่อสัญญาเช่าเพิ่มเติมอีก


6.โอกาสทำ Cell sites and Tower Optimization จำนวนเสาที่ซ้ำซ้อนและโครงข่ายที่ซ้ำซ้อนน่าจะถูกลดการใช้งานและมีการขายสินทรัพย์เพิ่มเติมให้ DIF ได้อีกในอนาคตเพิ่มกระแสเงินสด


และ 7.โอกาสปรับเพิ่ม ARPU ในตลาดที่ผูกขาดมากขึ้น โดยมองว่าอุตสาหกรรม Telecom ไทยอยู่ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมานาน หากมีการรวมตลาดจะทำให้ ARPU กลับเข้าสู่ขาขึ้น



อาจใช้เวลาควบรวมกว่า
7-9 เดือน

ส่วนขั้นตอนด้านกฎเกณฑ์ ธุรกรรมดังกล่าวหากเกิดขึ้นจริงต้องรอผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นผ่านการอนุมัติจาก กสทช.และอาจจะรวมถึง Regulator อื่นๆที่มีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่นคณะกรรมการกีดกันการค้า (กขค.)และขั้นตอนการ Due Diligence หากอิงกรณีของ Celcom (ถือหุ้นใหญ่โดย Axiata) ประกาศรวมกิจการกับ Digi (บริษัทฯลูกของ Telenor ในตลาดมาเลเซีย) ตั้งแต่เดือนเม.ย. 64 ยังต้องอาศัยระยะเวลาการดำเนินการตามกฎเกณฑ์อย่างน้อย 7-9 เดือน เราคิดว่าภาพในประเทศไทยจะใช้กรอบเวลาไม่แตกต่างกัน



คงน้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด”

คงน้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” โอกาสที่ผู้ประกอบการจะร่วมมือกันทำให้การแข่งขันด้านราคาจะลดลงและเกิดความร่วมมือในการลดต้นทุน เป็นมูลค่าเพิ่มให้กับตลาดโดยรวมทั้งหมดเราคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับผู้เล่นทั้งสามราย TRUE (BUY TP 5.00) DTAC (BUY TP 45.00) ADVANC (TP 221.00) การประเมินมูลค่าของเรายังไม่ได้รวม Synergy ที่มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากการรวมกิจการเกิดขึ้นจริงตามข่าวและโอกาสที่ตลาดจะ Re-rate Valuation ของกลุ่มขึ้นเพราะภาวะการรวมตลาด


สำหรับ TRUE และ DTAC หากให้เลือกเพียงตัวเดียว ฝ่ายวิจัยเลือก TRUE เนื่องจาก DTAC เข้าใกล้ราคาเหมาะสมแล้ว มี Upside น้อยกว่า TRUE นอกจากนี้หากมีการรวมกิจการเกิดขึ้นจริง TRUE น่าจะเป็นผู้นำในการบริหารจัดการและมีโอกาสเติบโตระยะยาวต่อเนื่อง ขณะที่ ADVANC เชื่อว่าได้ประโยชน์เช่นกัน การแข่งขันที่กดดันกำไรของ ADVANC จะลดลงในระยะยาว และความเสี่ยงที่ต้องลงทุนคลื่นในราคาผิดปกติ หรือเร่งลงทุนโครงข่ายจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญโอกาสสูงที่ Sector จะถูก Re-Rate Valuation ขึ้นในแง่ของมูลค่า ตลาดให้มูลค่า ADVANC ในอดีตที่ EV/EBITDA ราว 8x-10x แต่ในภาวะ COVID-19และเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงทำให้ตลาดปรับลด EV/EBITDA Band มาซื้อขายที่ราว 7x


อย่างไรก็ดีหากการรวมกิจการเกิดขึ้นจริง คาดว่า EV/EBITDA ของกลุ่มจะถูกยกกลับขึ้นไปอย่างน้อยเท่ากับช่วงก่อนหน้าเพราะตลาดลดจากสามรายเหลือสองราย และ EV/EBITDA ของ Marge co ควรจะซื้อขายใกล้เคียงกับ ADVANC หรือต่ำกว่าไม่มากเนื่องจากขนาด Scale และโอกาสเติบโตที่สูงกว่า



2 หุ้นได้-เสียประโยชน์หาก TRUE กับ DTAC รวมกัน

ขณะเดียวกันก็ผู้เล่นที่อาจได้รับผลกระทบเชิงลบ JAS (Non-rate) ในอดีต JAS มีความร่วมมือที่ชัดเจนกับ DTAC เนื่องจาก DTAC เป็น Pure Mobile Operator เพียงรายเดียวที่ไม่มี Broadband เป็นของตนเอง


ดังนั้นหากมีการรวมกันระหว่าง DTAC และ TRUE อาจทำให้ JAS ได้รับผลกระทบในแง่ของความสามารถในการแข่งขันหุ้น Distribution มือถือ และผู้รับเหมาวางระบบ (SI) ผลการรวมกิจการหรือความร่วมมือใดๆที่อาจจะเกิดขึ้น จะทำให้อำนาจต่อรองของ Operator สูงขึ้นจาก Scale ยอดขายมือถืออย่างเดียวจาก TRUEและ DTAC อยู่ที่2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี


ผู้ส่วนเล่นที่มีโอกาสได้รับอานิสงค์เชิงบวก ผู้เล่น ICT ขนาดกลางขนาดเล็กที่ทำธุรกิจเกาะไปกับกลุ่ม TRUE มีโอกาสได้ประโยชน์จากขนาดตลาดที่เพิ่มขึ้น เช่น ADD ที่ทำระบบ Platform ให้กับกลุ่ม TRUE เป็นหลักและได้ Revenue Sharing หรือ INSET ที่เป็นผู้วางระบบหลักให้กับกลุ่ม TRUE เป็นต้น ณ ระดับราคาปัจจุบัน เราชอบ ADD (Non rate) มากกว่า INSET



คาดเห็นความชัดเจนกลางปี
65

ขณะที่นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ราคาหุ้นของ TRUE และ DTAC จะขยับขึ้นไปที่ราคา Tender Offer หากนักลงทุนเข้าซื้อไม่ทัน อาจเข้าลงทุนหุ้นแถว 2 อย่าง ADVANC ซึ่งจะได้ประโยชน์จากผู้เล่นในตลาดที่น้อย และ DIF ซึ่งอาจได้ประโยชน์หาก DTAC ขายเสาสัญญาณออกมา


ส่วนคุณภาพและบริการของสัญญาณ มองว่าผู้บริโภคจะได้รับการบริการที่ดีขึ้น จากคลื่นความถี่ของ TRUE และ DTAC ที่จะนำมารวมกัน ซึ่งคาดว่าขั้นตอนการรวมทรัพย์สินอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 ปี รวมถึงยังมีขั้นตอนในการหารือกับ กสทช. และ กระทรวงพาณิชย์ จึงคาดว่าอาจเห็นความชัดเจนของดีลนี้ประมาณกลางปี 65 หรือครึ่งหลังปี 65

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้